Thursday, February 12, 2009

มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีเหตุผลจริงหรือ (1) : เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับความสัมพัทธ์

คุณคิดว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่ใช้เหตุผลในการตัดสินใจหรือเปล่า (Rational) ทำไมบางทีเราเห็นบางคนทำอะไรแปลกๆ ที่มันไร้เหตุผลสิ้นดี คำตอบสิ่งที่เห็นอาจเป็นเพราะความแตกต่างทางความคิดของบุคคลนั้นที่ต่างไปจากคนส่วนใหญ่ของสังคม ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อย

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคนสัดส่วนไม่น้อยในสังคมทำอะไรที่มันไร้เหตุผล (คนส่วนนั้นคิดว่าทำไปอย่างมีเหตุผลแล้ว แต่เมื่อพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วมันไร้เหตุผล) จริงๆ แล้วคนเหล่่านั้นตัดสินใจพลาดเพราะว่าภาพลวงตานั่นเอง แล้วภาพลวงตานั้นมันเกิดได้อย่างไร มีกลไกการทำงานอย่างไร สามารถหาคำตอบบางส่วนในหนังสือที่ผมจะพูดถึง

ผมได้อ่านหนังสือชื่อ Predictably Irrational: The Hidden Forces That Shape Our Decisions ของ Dan Ariely ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ MIT, Sloan School of Management สอนทางด้าน Behavioral Economics ซึ่งเป็นสาขาวิชาที่ศึกษาพฤติกรรมการตัดสินใจของมนุษย์ทางด้านเศรษฐศาสตร์ ในปี 2002 Daniel Kahneman ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์จากการศึกษาในด้านนี้ ทำให้ความสนใจในสาขานี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในการทำวิจัยด้านการตลาด (Market research)

ในหนังสือเล่มนี้มีบทความที่น่าสนใจหลายบทความ อ่านไม่ยาก ไม่มีศัพท์ทางเทคนิคที่เป็นอุปสรรคในการทำความเข้าใจมากนัก ผมอ่านจนเกือบจบเล่ม ก็คิดว่ามีบางเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเราหลายเรื่อง ที่ผมจะกล่าวถึงในบทความนี้ก็คือ บางส่วนของเนื้อหาจากบทที่ 1 ในหนังสือ The Truth about Relativity

*ข้อความใน [ ] เป็นคำอธิบายเพิ่มเติมของผมเอง
บทความกล่าวว่าการตัดสินใจของมนุษย์นั้น ขึ้นอยู่กับการประเมินคุณค่าสัมพัทธ์ (Relative value) นั่นก็หมายความว่าเราไม่สามารถประเมินของชิ้นหนึ่งๆ โดยตัวของมันเองได้ เราต้องมีของอีกสิ่งหนึ่งมาเปรียบเทียบ [ยกตัวอย่างเช่น ในวิชาเศรษฐศาสตร์ ทฤษฏีอรรถประโยชน์ (Utility Theory) โดยพื้นฐานจะเิริ่มมาจาก Preference relation คือ การจัดเรียง (ranking) ความชอบ (Preference) ระหว่างทางเลือกต่างๆ เช่น ขอบส้มมากกว่ากล้วย ชอบกล้วยมากกว่ามะละกอ]

ซึ่งการพิจารณาคุณค่าของทางเลือกโดยสัมพัทธ์นี่เอง ทำให้นักการตลาดบางคนสร้างภาพลวงตาให้กับผู้บริโภคได้ ลองพิจารณาดู ตัวอย่างข้อมูลการสมัครสมาชิกข้างล่างจาก The Economist
Online version : 59 USD
Print version : 129 USD
Print and online version: 129 USD
เห็นอะไรแปลกๆ หรือเปล่าครับ ถ้าจะให้เลือก คงไม่มีคนไหนที่จะเลือกสมัครทางเลือกที่ 2 แน่ๆ ในเมื่อสมัครทางเลือกที่ 3 คุณก็จะไ้ด้ทั้ง Print and online ในราคาเดียวกัน ทางเลือกที่ 2 สร้างขึ้นมาเพื่อให้ทางเลือกที่ 3 นั้นดูดีขึ้น และทางเลือกที่ 3 นั่นเองที่ The Economist อยากให้คนเลือก

Dan Ariely จึงได้ทำการทดลองกับอาสาสมัคร 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรก ใช้รูปแบบการสมัคร 3 ทางเลือกขั้นต้น โดยให้เลือกระหว่าง 3 ทางเลือก ผลที่ได้คือ
Online version = 16%
Print version = 0%
Print and online version = 84%
สำหรับการทดลองในกลุ่มที่สอง ทางเลือกที่ 2 ถูกตัดทิ้งออกไป ผลการทดลองที่ได้คือ
Online version = 68%
Print version = 32%

จากผลการทดลองทำให้เห็นได้ชัดว่า การสร้างทางเลือกที่ 2 (Print version) ขึ้นมาทำให้ ตัวเลือกที่ 3 นั้นดูดีขึ้น และทำให้คนส่วนใหญ่คิดว่าทางเลือกที่ 3 นั้นดีกว่าทางเลือกที่ 1 ซึ่งผู้เขียนใช้คำว่า Decoy Effect กับปรากฎการณ์นี้

ผู้เขียนยังได้ยกตัวอย่างของร้านอาหารในนิวยอร์ค ที่ได้ตั้งราคาอาหารจานหลักไว้ในระดับสูงที่ 39-41 USD ซึ่งทำให้รายได้รวมของร้านเพิ่มขึ้น แม้ว่าอาหารจานหลักจะขายไม่ได้เลยก็ตาม เพราะว่าคนทานจะเลือกทานอาหารจานที่แพงรองลงมาเพิ่มขึ้น


ภาพลวงตา: วงกลมตรงกลางในรูปทั้งสองมีขนาดเท่ากัน แต่ที่เราเห็นมันเท่ากันหรือเปล่า

กลไกการทำงานของ “ตัวลวง (Decoy)” สามารถอธิบายได้ดังนี้ พิจารณากราฟ สองกราฟข้างล่าง สมมุติว่า A และ B เป็นสินค้าสองชนิด ปัจจัย 1 และ 2 คือ คุณสมบัติของสินค้า เช่น สวยงาม และทนทาน จากกราฟทางด้านซ้ายจะเห็นได้ว่า สินค้าทั้งสองชนิดต่างมีข้อดีกันไปอย่างละข้อ ซึ่งผู้ซื้ออาจไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าของชนิดไหนดีกว่ากัน



ในกราฟทางขวา สมมุิติว่าผู้ขายเพิ่มสินค้า –A คือ สินค้าที่ด้อยกว่า A ทุกอย่างเข้ามา สมมุติว่าไม่มีสินค้า A ผู้ซื้อยังอาจไม่สามารถตัดสินใจได้ว่า –A หรือ B นั้นดีกว่ากัน การเพิ่ม –A เข้ามาทำให้ A ดูดีมากขึ้นโดยสัมพัทธ์ในสายตาของผู้ซื้อ

ซึ่งผู้เขียนได้ทดลองกรณีนี้โดยใช้การเลือกหน้าตาของผู้ทดลองที่มีการทำให้ผิดแปลกไปจากหน้าเดิม (ซึ่งไม่ขอกล่าวในรายละเอียด) แต่ว่าผู้เขียนได้แนะนำว่า ถ้าอยากจะให้เราดูดีในสายตาคนอื่น ให้พยายามเดินกับเพื่อนที่หน้าตาคล้ายๆ เราแต่ว่าเราดูดีกว่า เพราะจะทำให้เราดูดีมากขึ้น :)

การเปรียบเทียบยังส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของเราด้วย ผู้เขียนได้ยกถึงบทสนทนากับผู้บริหารบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งเล่าว่า มีพนักงานคนหนึ่งเข้าพบและขอเงินเดือนเพิ่ม
ผู้บริหารก็ถามว่า “ตอนเข้ามาทำงานที่บริษัทคาดหวังเงินเดือนเท่าไหร่”
พนักงานตอบว่า “1 แสน”
ผู้บริหารจึงถามกลับไปว่า “แล้วตอนนี้ได้เงินเดือนเท่าไหร่”
พนักงานจึงตอบว่า “1 แสน”
ผู้บริหารจึงถามต่อไปว่า “คุณก็ได้เท่ากับที่คาดหวังไว้แล้วนี้ ทำไมจึงขอเพิ่มเงินเดือนอีกล่ะ”
พนักงานจึงตอบว่า “พอดีผมรู้มาว่าเพื่อนร่วมงานที่นั่งใกล้ๆ กัน กับผม ซึ่งไม่ได้มีอะไรที่เหนือกว่าผม ได้เงินเดือน 3 แสน”

ผู้เขียนได้สรุปบทแรกของหนังสือได้ถูกใจผมมาก โดยกล่าวว่าธรรมชาติของคนเรามักเปรียบเทียบสิ่งที่เรามีอยู่กับสิ่งที่คนอื่นมี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรัพย์สินหรือเกียรติยศ ทำให้คนเราต้องพยายามไขว่คว้าหามาเพิ่มเพื่อเติมความต้องการให้มันเต็ม ซึ่งวงจรของการเปรียบเทียบนี้มันจะเกิดขึ้นไปไม่หยุด ถ้าเราไม่รู้จักคำว่า “พอ”

(เขียนเมื่อ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๑)

New Limits to Growth

ได้อ่านบทความจาก The Wall Street Journal เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2551 เรื่อง New Limits to Growth: Revive Malthusian Fears เห็นว่ามันน่าสนใจดีก็เลยเอามาลงในบล๊อก

มีเนื้อหาที่บทความนี้อ้างถึงสองเรื่องด้วยกัน เรื่องแรกคือ ทฤษฎีของ Thomas Robert Malthus ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์และประชากรศาสตร์ชาวอังกฤษ มีชีวิตอยู่ช่วงปี ค.ศ. 1976-1834 Malthus เป็นที่รู้จักจากทฤษฎีด้านประชากรที่เรียกว่า Malthusian catastrophe โดยย่อ ทฤษฎีนี้กล่าวว่า “ทรัพยากรต่างของโลกจะไม่สามารถรองรับการเพิ่มขึ้นของประชากรได้ เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของทรัพยากร เช่น อาหาร จะเพิ่มแบบ Arithmetic (1+2+3...) ในขณะประชากรเพิ่มขึ้นแบบ Geometric (2x3x2… ลองคิดถึงดอกเบี้ยแบบทบต้น) ซึ่งในวันหนึ่งทรัพยากรก็จะมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของมนุษย์ และเป็นความหายนะ”

ส่วนอีกบทความหนึ่งที่มีการอ้างอิงก็คือ The Limits of Growth ซึ่งจัดทำโดย The Club of Rome ในปี 1972 ผมเคยซื้อไว้เล่มหนึ่งตอนไปตรวจน้ำมันที่ชลบุรีเมื่อสี่ห้าปีก่อน เจอในแผงขายหนังสือมือสองในตลาดนัด เป็นพ๊อกเกตบุ๊คเล่มเล็กๆ (อ่านเนื้อหาย่อๆ ได้ที่ http://www.clubofrome.org/docs/limits.rtf ) หนังสือพยายามบอกว่าถ้าเราคงอัตราการใช้ทรัพยากร การเพิ่มประชากร ในระดับปัจจุบัน (เมื่อสามสิบกว่าปีก่อน) เราจะพบกับข้อจำกัดในศตวรรษข้างหน้าเนื่องจากทรัพยากรจะถูกใช้จนหมด

ส่วนแรกผมจะกล่าวโดยสรุปถึงเนื้อหาในบทความจาก WSJ ข้างต้น และจะแสดงความเห็นจากบทความนี้ในส่วนหลัง เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน

บทความกล่าวว่าในปัจจุบันประชากรของโลกซึ่งมีอยู่ประมาณ 6.6 พันล้านคน จะเพิ่มขึ้นเป็น 8 พันล้านคนในปี ค.ศ.2025 และประชากรในโลกก็มีอายุยืนขึ้นเรื่อยๆ จากเทคโนโลยีโดยอายุขัยของคนในประเทศพัฒนาแล้วอยู่ที่ประมาณ 80 ปี จากการที่คนเกิดเพิ่มขึ้นและมีชีวิตอยู่ยาวนานขึ้น ทำให้ความต้องการทรัพยากรเพิ่มมากขึ้นกว่าในอดีต ซึ่งทำให้มีการหันกลับมามองแนวคิดของ Malthus และ Club of Rome อีกครั้ง

ที่เห็นได้ชัดๆ ก็คือ ราคาน้ำมันและอาหาร รวมถึงสินค้าอื่นๆ ได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก แม้ว่ากลไกราคาจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญทางเศรษฐศาสตร์ในการจัดสรรทรัพยากร เมื่อสินค้าชนิดใดเกิดการขาดแคลน ราคาสินค้าชนิดนั้นจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งผลดังกล่าวทำให้อุปสงค์ลดลงและกระตุ้นให้ิเกิดการพัฒนานวัตกรรมเพื่อทดแทนสินค้าชนิดนั้นๆ อย่างไรก็ตามเนื่องด้วยข้อจำกัดทางการเมืองทำให้เราไม่สามารถตั้งราคาทรัพยากรทุกอย่างได้ ตามคุณค่าที่แท้จริง ยกตัวอย่างเช่น ในสหรัฐและจีน รัฐไม่สามารถตั้งราคาน้ำเพื่อกระตุ้นการใช้ที่มีประสิทธิภาพได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกรซึ่งใช้น้ำในราคาที่ต่ำมาก

ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ หลายประเทศแทนที่จะบริหารจัดการเพื่อใช้ทรัพยากรของตนที่มีอยู่อย่างจำกัด กลับเน้นหนักไปที่การแย่งชิงทรัพยากร ยกตัวอย่างเช่น จีนมีหลายโครงการพัฒนาในอาฟริกาเพื่อเป็นลู่ทางในการเข้าถึงทรัพยากรป่าไม้ น้ำมันและทรัพยากรอื่นๆ (มุมมองของเจ้าหน้าที่สหรัฐ) อินเดียซึ่งครั้งหนึ่งสนับสนุนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในพม่า แต่ในตอนนี้มีข้อตกลงทางการค้าหลายอย่างกับพม่า รวมทั้งสหรัฐและประเทศในยุโรป ซึ่งพยายามเข้าไปในประเทศเอเชียกลางซึ่งมีก๊าซธรรมชาติปริมาณมหาศาล

ทรัพยากรน้ำก็เป็นปัญหาที่น่าเป็นห่วงเนื่องจากราคาน้ำไม่ได้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เช่นในสหรัฐเกษตรกรซึ่งใช้น้ำ 65% ของทรัพยากรทั้งหมดในประเทศ จ่ายค่าน้ำในราคาที่ต่ำมากใกล้ๆ ศูนย์ นอกจากนั้น Climate Change ทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำในหลายพื้นที่ในโลก การทำน้ำเค็มให้เป็นน้ำจืดก็ยังมีต้นทุนสูงและใช้พลังงานมาก ในสหรัฐ ที่หลายรัฐมีข้อพิพาทด้านทรัพยากรน้ำ การต่อสู้เพื่อแย่งสิทธิ์การใช้น้ำในอินเดีย และอาฟริกา ซึ่งมีผู้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าสงครามกลางเมืองในอาฟริกามีความเกี่ยวข้องกับปริมาณน้ำฝนที่ลดลง

สิ่งที่น่าเป็นห่วงอีกอย่างหนึ่งก็คือการเติบโตของการใช้รถยนต์ในประเทศจีนและิอินเดีย ในปี 2005 จากประชากร 1,000 คนของจีนจะมีรถ 15 คัน ซึ่งเป็นระดับใกล้เคียงกับญี่ปุ่นในปี 1963 คือ 13 คัน ในขณะที่ปัจจุบันในญี่ปุ่น ประชากร 1,000 คนจะมีรถ 447 คัน ถ้าจีนอยู่ในระดับนั้นจะมีรถอยู่ 572 คัน (เทียบกับปริมาณรถในโลก ณ ปัจจุบันที่ 70 ล้านคัน) ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็ไม่รู้ว่าจะหาน้ำมันจากไหนให้พอ ซึ่งปัจจุบันบริโภคน้ำมันอยู่ที่ 7.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในขณะที่สหรัฐซึ่งมีประชากรน้อยกว่า 1 ใน 4 ของจีนมีการใช้น้ำมันอยู่ที่ 20.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน


การเปลี่ยนแปลงทางโภชนาการก็ก่อให้เกิดปัญหาเช่นกัน การเพิ่มขึ้นของการบริโภคเนื้อสัตว์ของประเทศกำลังพัฒนา ทำให้ความต้องการและราคาของธัญพืชเพิ่มสูงขึ้น มีการประมาณว่าต้องใช้ธัญพืช 10 ปอนด์ในการเปลี่ยนเป็นเนื้อหมู 1 ปอนด์ และถ้าเป็นเนื้อวัวสัดส่วนจะเพิ่มกว่าสองเท่า จากการสำรวจของ U.N. พบว่าตั้งแต่ปี 1990 คนจีนบริโภคหมูและเนื้อสัตว์อื่นๆ เพิ่มขี้นกว่าสองเท่า ถ้ารวมไต้หวันไปด้วยการบริโภคหมูต่อปีจะสูงถึง 11 พันล้านปอนด์ เทียบเท่ากับที่คนอเมริกันบริโภคใน 6-7 เดือน

ทางออกในการแก้ปัญหาทรัพยากรที่จำกัดอาจสามารถบรรเทาได้โดยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภค การพัฒนาเทคโนโลยี และการตั้งราคาทรัพยากรที่เหมาะสม

จากบทความดังกล่าวผมมีข้อสังเกตย่อๆ จากความรู้สึกของผมประชากรของประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งอาจมีอคติบ้าง ดังนี้

ผมเห็นด้วยกับข้อเท็จจริงที่บทความนี้กล่าวถึง เรื่องที่ทรัพยากรอาจไม่สามารถรองรับความต้องการในอนาคตได้

อย่างไรก็ตาม โทนของบทความดังกล่าวเหมือนจะชี้ให้เห็นว่าถ้าประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะจีนกับอินเดียยกระดับความเป็นอยู่และใช้ทรัพยากรในระดับเดียวกับประเทศพัฒนาแล้ว โลกจะประสบปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรอย่างรุนแรง

คำถามที่เกิดขึ้นในใจผมคือ ทำไมจึงจะเกิดปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรเมื่อประเทศกำลังพัฒนาบริโภคในระดับเดียวกันกับประเทศพัฒนาแล้ว หรือว่าประเทศพัฒนาแล้วเหล่านี้บริโภคมากเกินไปเมื่อเทียบกับส่วนแบ่งทรัพยากรในโลก สหรัฐมีประชากรประมาณ 5% ของโลก แต่บริโภคน้ำมัน 25% ของความต้องการในโลก (แต่่ว่าคนจีนกินหมูมากขึ้นก็สร้างปัญหาให้โลกได้ หรือคนอินเดียจะใช้รถมากขึ้นก็เหมือนจะเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม)

ปัญหาที่เกิดเป็นเพราะบรรทัดฐานของประเทศพัฒนาแล้วสืบเนื่องมาตั้งแต่ลัทธิล่าอาณานิคม คนในประเทศเหล่านี้บริโภคมากเกินไป และบริโภคทรัพยากรของประเทศอื่นๆ ไปด้วย ประเทศในยุโรปขุดถ่านหินขึ้นมาเผาเป็นร้อยๆ ปีแล้ว ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาใช้ฟืนและไม้ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่ปล่อย CO2 สุทธิเท่ากับศูนย์

ประเทศพัฒนาแล้วนั่นแหละควรจะลดความต้องการการใช้ทรัพยากรลง
แม้ราคาจะเป็นสิ่งที่สะท้อนมูลค่าทางเศรษฐกิจของทรัพยากร แต่เราก็ไม่สามารถตั้งราคาทุกอย่างได้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ในอนาคตเราอาจต้องซื้อออกซิเจนเพื่อหายใจ

(เขียนเมื่อ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๑)

เป็นหวัด ร้อนใน และใจเหงา

ช่วงนี้เป็นหวัดครับ สงสัยจะเพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย (และมาก) จากวันที่หิมะตกอุณหภูมิ -2 องศาเซลเซียส มาเป็น 20 องศาเซลเซียสภายในสองสามวัน เรียกว่าจากเย็นโคตรมาเป็นอุ่น สำหรับผมตอนนี้อุณหภูมิประมาณสิบกว่าองศาก็รู้สึกอุ่นจนถึงร้อนแล้ว ไม่ได้กระแดะหรืออะไร ถ้าไปเมืองนอกปีสองปีแล้วกลับมาพูดไทยไม่ชัดค่อยว่าผมกระแดะแล้วกัน :p

(คิดว่าคำว่ากระแดะน่าจะใช้ได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชายนะครับ แต่เห็นคนใช้กับผู้หญิงซะเป็นส่วนใหญ่ แต่สำหรับชายแท้บางคนก็สามารถใช้กับคำนี้ได้เหมือนกัน จากพจนานุกรมราชบัณฑิตฯ: กระแดะ (ปาก) ก. ดัดจริต, ทำในสิ่งที่ไม่น่าทำ (พอลองหาคำว่าดัดจริตต่อ) ดัดจริต ก. แสร้งทํากิริยาหรือวาจาให้เกินควร.)

ก็ไม่ได้เป็นหวัดอะไรมากมาย เป็นแนวหวัดน่ารำคาญมากกว่า มีน้ำมูกไหล และจามบ้างนิดหน่อย สามารถทำงานทำการได้ตามปกติ แต่ต้องคอยเอาทิชชูมาสั่งน้ำมูกบ้างเป็นระยะๆ จามเป็นบางที จนเพื่อนในออฟฟิสต้องบอก Bless you ซะหลายครั้ง ไม่รู้ถ้าจามบ่อยกว่านี้มันจะบอกคำอื่นหรือเปล่า

พอเป็นหวัดแบบเบาๆ ผมจะไม่ค่อยทานยาเท่าไหร่ เพราะยาแก้หวัดส่วนใหญ่ทานแล้วมันจะง่วง ก็เลยเหมารวมไปว่ายาแก้หวัดแทบทุกชนิดทานแล้วง่วง ยาที่ทานแล้วไม่ง่วงก็มี พึ่งรู้จากแม่ว่ายาแก้หวัดที่ทานประจำที่บ้าน ทานแล้วไ่ม่ง่วง แต่ด้วยอุปาทาน ที่ผ่านมาผมจะรู้สึกง่วงทุกครั้งหลังทานยาตัวนั้นทุกที จนพอรู้ว่ามันทานแล้วไม่ง่วงความรู้สึกง่วงหลังทานยาก็หายไปทันที ถ้าให้แปลงคำพูดของไอสไตน์ให้เท่ห์ๆ ก็จะพูดว่า “อุปาทาน (เกือบ) สำคัญกว่าความรู้” ซึ่งหลายๆ คนในสังคมก็เป็นกันเยอะ เห็นได้ตามหน้าหนังสือพิมพ์ทั่วไป ที่คนใช้อุปาทานหรือความเชื่อชักนำชีวิต

พอเป็นหวัดเบาๆ แนวทางในการเยียวยาของผมทางหนึ่งก็คือ ดื่มน้ำมาก น้ำเปล่านี่แหละครับดีต่อสุขภาพที่สุด การดื่มน้ำมากๆ นอกจากจะช่วยระบายของเสียแล้ว ยังช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยจากการใช้คอมพิวเตอร์นานๆ หรือนั่งโต๊ะนานด้วย เพราะว่าเมื่อทานน้ำมากๆ ก็ต้องลุกไปปัสสาวะบ่อย ซึ่งเป็นการยืดเส้นยืดสายไปในตัว นอกจากนั้นยังต้องลุกไปเติมน้ำบ่อยๆ อีกด้วย

อีกแนวทางหนึ่งก็คือ การทานวิตะมินซีเยอะ ทานส้มได้จะดีที่สุดเพราะมีกากอาหารด้วย ทานน้ำส้มก็จะดีรองลงมา อีกวิธีที่พอจะรับได้ก็คือการทานวิตะมินซีเม็ด ระยะหลังนี่ผมทานวิตะมินเม็ดบ่อยขึ้นครับ เนื่องด้วยกลัวว่าอาหารที่กินทุกวันอาจให้วิตะมินซีไม่เพียงพอ (บางทีเป็นอุปาทานเช่นกัน) บทเรียนที่ได้จากการซื้อวิตะมินซีเม็ดก็คือ ต้องเลือกแบบ Chewable ซึ่งจะมีรสชาติชวนทานกว่าเยอะ ตอนแรกซื้อแบบปกติมาแล้วก็เอาอม ปรากฎว่ามีแต่รสเปรี้ยวเหมือนทานกรดเปล่าๆ ต้องกลืนไปเลย พอซื้อแบบ Chewable มาก็ดีขึ้นเยอะอมไปเรื่อยๆ ได้ แต่ก็คงไม่ถึงกับต้องซื้อวิตะมินของเด็กที่เป็นเยลลี่มากินเพราะอาจหมดเร็วได้
พอดีไปเห็นฉลากวิตะมินซีที่กินอยู่ มันเขียนอะไรแปลกๆ ว่า Acerola C ก็เลยไปค้นดูปรากฎว่า Acerola มันคือเชอรี่ชนิดหนึ่งคล้ายๆ เชอรี่ของไทยที่ลูกเล็กๆ เปรี้ยวๆ (หนอนเยอะๆ) พอไปอ่านส่วนประกอบก็พบว่ามี Rose Hips ซึ่งมันคือลูกของกุหลาบ แปลกดีเหมือนกันครับว่าวิตะมินซีนอกจากที่มาจากการสังเคราะห์แล้ว ก็มาจากพืชที่เราคาดไม่ถึงด้วย





การเป็นหวัดที่แย่ที่สุดคือ มีอาการปวดหัวและเจ็บคอพ่วงมาด้วย แต่ที่ร้ายกว่านั้นคือ การเป็นแผลร้อนในในปากที่เป็นอาการแทรกซ้อนในบางครั้ง



ผมเป็นคนที่เบื่อแผลร้อนในมาก บางทีมันก็เกิดจากท้องผูก นอนดึก เครียด บางที่มันก็เกิดขึ้นดื้อๆ โดยไม่รู้สาเหตุ แต่ที่เจ็บใจมากกว่านั้นก็คือที่เกิดจากการเอาแปรงสีฟันไปกระแทกเหงือก ซึ่งพี่ชายก็เตือนหลายครั้งแล้วว่า แปรงฟันไม่ต้องแปรงแรงก็สะอาดได้ แปรงแรงๆ เหงือกจะ่ร่น แต่เนื่องด้วยการแปรงฟันบางครั้งเกิดความมันส์ในอารมณ์ก็จะถูไปถูมาอย่างเมามัน แต่บางทีก็พลาดเหมือนรถไฟตกราง แปรงหลุดจากฟันไปกระแทกเหงือกจนเป็นแผล

แผลร้อนในเป็นแผลที่ไม่รุนแรง แต่น่ารำคาญ ทานอะไรรสจัดก็ไม่ค่อยได้ แปรงฟันทีน้ำตาก็แทบไหล ผมจึงต้องมียาทาแก้ร้อนในติดตู้เย็นไว้ตลอดเวลา ที่สำคัญก็คือ พอไปคิดถึงมันเรื่อยๆ ก็รู้สึกว่าแผลมันไม่หายซะที แต่อยู่ดีๆ มันก็หายไปซะเฉยๆ จนผมไม่รู้ตัว

แล้วการเป็นหวัดกับร้อนในมันเกี่ยวอะไรกับความเหงา ...
ได้ยินมาว่าไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหวัดมันอยู่กับร่างกายเราตลอดเวลา พอวันใดที่ร่างกายเราอ่อนแอมันก็จะออกมาสำแดงฤทธิ์เดช เหมือนจะคอยเตือนให้ดูแลร่างกายบ้าง ก่อนที่โรคภัยที่หนักหนาสาหัสกว่านี้จะมาถามหา แผลร้อนในก็เหมือนกัน วันใดที่ร่างการขาดสมดุล มันก็จะโผล่ออกมาให้เรารำคาญเล่น แล้วก็หายไปซะเฉยๆ

ผมว่าความเหงามันก็อยู่ในตัวเราทุกคนเหมือนกัน บางทีมันก็โผล่ออกมาตอนเราเผลอๆ ที่สำคัญมันจะค่อยๆ โผล่ออกมาตอนจิตใจเราอ่อนแอเหมือนโรคหวัดและแผลร้อนในไม่มีผิด หรือบางทีก็เกิดอาการเหงาแบบเฉียบพลันจากความกระทบกระเทือนทางใจ เช่น ทะเลาะกับเพื่อน เลิกกับแฟน จากบ้านมาไกล หรืออกหัก ซึ่งมันก็ไม่ต่างจากหวัดที่เกิดจากอากาศเปลี่ยนแปลงฉับพลัน เดินตากฝนทั้งวัน หรือแผลร้อนในที่เกิดจากการเอาแปรงสีฟันกระแทกปาก

ความเหงาก็เหมือนกับไวรัสโรคหวัด ซึ่งเราต้องอยู่กับมันไปเรื่อยๆ รักษาได้ แต่ไม่หายขาด คงต้องดูแลรักษาจิตใจของเราให้แข็งแรงไปเรื่อยๆ แต่ถ้าวันใดมันออกอาการออกมา ก็ต้องรักษามันอย่างถูกต้อง
แนวทางการรักษาความเหงา มันก็ต่างกับโรคหวัดและแผลร้อนใน การรักษาความเหงาที่ดีที่สุด คือ การทำตัวให้ไม่เหงา ซึ่งเป็นการตอบแบบกำปั้นทุบดินจนเลือดออกซิบๆ สำหรับผมก็คือหาอะไรทำ ให้ใจมันวุ่นๆ จนลืมไปเลยว่ากำลังเหงาอยู่ แล้วมันก็จะหายไปเหมือนกับแผลร้อนในซึ่งอยู่ดีๆ ก็หายไปโดยไม่บอกกล่าว เวลาที่เราไม่ใส่ใจมัน

ข้อควรระวังของการรักษาความเหงาก็คือ บางวิธีที่ใช้รักษาความเหงา อาจเกิดผลข้างเคียงไปที่ทำให้ชีวิตเราต้องวุ่นไปอีกหลายปีก็ได้ เพราะจิตใจในช่วงที่เหงาจะอ่อนแอ ทำให้ความสามารถในการขับขี่ยานพาหนะ เอ้ย ไม่ใช่ ความสามารถตัดสินใจลดลงได้

ปล. ได้อ่านกระทู้จากพันทิป ห้องหว้ากอ มีคนมาตั้งกระทู้ขอให้ช่วยแนะนำประโยคที่พูดยากๆ ไว้ฝึกพูดเพื่อหัดออกเสียง ก็เลยถามว่ามีประโยคอะไรที่พูดยากๆ บ้าง
ก็มีคนตอบหลายคน เช่น “ทหารถือปืีน แบกปูนไปโบกตึก” “เช้าฟาดผัดฟัก เย็นฟาดฟักผัด”
แต่ก็มีคนนึงตอบแนวที่มีกลิ่นน้ำเน่าโชยมาว่า ... “ผมรักคุณ”


(เขียนเมื่อ ๙ มกราคม ๒๕๕๑)

เพราะอะไร

ถ้าคนที่คุณรักถามคุณว่าคุณรักเขาเพราะอะไร? คุณจะตอบว่าอะไร?

ฟังดูก็เป็นคำถามที่ไม่ยากเท่าไหร่ แต่ว่าถ้าจะให้ตอบแยกเป็นส่วนๆ ว่ารักเพราะส่วนนี้ ส่วนนั้น นิสัยแบบนี้ ความคิดแบบนั้น มันก็คงจะตอบให้ครบถ้วนได้ยาก และก็ต้องใช้เหตุผลร้อยพันประการที่จะทำให้คำตอบนั้นสมบูรณ์

มันคงจะแปลกๆ ถ้าผมจะยกตัวอย่างที่เกี่ยวกับอาหาร หลายครั้งผมคิดว่าเวลากินคอหมูย่าง ที่อร่อยเป็นเพราะคอหมูย่างหรือน้ำจิ้ม อะไรกันแน่ซึ่งเป็นที่มาของความอร่อยนั้น ...
พอผมลองกินคอหมูย่างเปล่าๆ มันก็รสชาติพอได้ แต่ก็เหมือนยังขาดอะไรบางอย่างไป และพอลองทานน้ำจิ้มเปล่าๆ ก็เหมือนรสชาติจะเข้มข้นเกินไป แต่ว่าพอกินทั้งสองอย่างด้วยกัน อย่างที่มันควรจะเป็น รสชาติที่ได้สัมผัสก็ครบถ้วนและอร่อยที่สุด

สำหรับผมขอตอบคำถามข้างต้นด้วยเพลง “เพราะอะไร” แม้ว่าคนถามอาจยังไม่พอใจในคำตอบ แต่ว่าท่อนสุดท้ายของเพลง ก็สามารถสื่อถึงเหตุและผลของคำถามว่า “เพราะอะไร” ได้อย่างงดงาม

เพราะอะไร
ศิลปิน: ป้าง คำร้อง:ประภาส ชลศรานนท์

เธอเคยถามกับฉัน ที่ฉันรักเธอ
ก็อยากจะรู้รักเพราะอะไร
กลับไปคิดไปค้น ใคร่ครวญมากมาย ไม่เจอ...คำตอบ
ที่ผ่านมานั้นไม่คิดอยากรู้ที่มา และไม่เคยหาเหตุผลใด ๆ
แค่เพียงรู้ว่าเป็นสุขใจเมื่อยู่เคียงกัน

อาจจะฟังแล้วไร้เหตุผล ว่าสิ่งทีทำให้คนรักกัน
หรือเป็นเพียงรอยยิ้ม รอยนั้น เมื่อวันแรกเจอ
หากจะหาเหตุผลสักคำ ว่าสิ่งที่ทำให้ฉันรักเธอ
นั่นเป็นเพราะตัวฉันมาเจอ เจอสิ่งดีงาม

อาจจะฟังแล้วไร้เหตุผล ว่าสิ่งทีทำให้คนรักกัน
หรือเป็นเพียงรอยยิ้ม รอยนั้น เมื่อวันแรกเจอ
หากจะหาเหตุผลสักคำ ว่าสิ่งที่ทำให้ฉันรักเธอ
นั่นเป็นเพราะตัวฉันมาเจอ เจอสิ่งดีงาม
ตั้งแต่วันฉันพบเธอ ก็เจอแต่สิ่งดีงาม

ตั้งแต่วันฉันพบเธอ...ได้เจอแต่สิ่งดีงาม

อนุกรมของเหตุการณ์ (Series of Events)

หลายวันที่ผ่านมามีเพื่อนๆ ที่พิตส์เบอร์กเดินทางกลับเมืองไทยหลายคน และหลายๆ คนก็พบกับเหตุการณ์เครื่องบินดีเลย์หรือยกเลิก ผมก็มาเจอกับตัวเองจนได้ในวันนี้ (26 ธ.ค. 50) และขณะนี้ (12.55 pm. ET)

วันนี้มีแผนที่จะเดินทางไปเยี่ยมชิว เพื่อนที่มิชิแกน ก็จองตั๋วของ Northwest รอบ 9.55 น. เพื่อไปที่ดีทรอยต์ ตอนที่เช็คอินก็รู้แค่ว่าเครื่องดีเลย์ พอเข้ามาที่เกตเลยรู้ว่าเครื่องยกเลิก ก็เลยต้องต่อคิวเพื่อจัดไฟลท์ใหม่ ระหว่างนี้ก็เลยโทรไปหาชิวว่า อย่าพึ่งขยับตัว เพราะว่าชิวจะขับรถมารับจาก Lansing

สำหรับผมซึ่งบินตรงไปที่ดีทรอยต์เลยก็คงจะไม่วุ่นวายเท่าไหร่ แต่ว่าคนที่จะต่อเครื่องไปทรานสิตที่อื่นนี่คงวุ่นวายมาก เพราะต้องจัดไฟลท์ใหม่ทั้งหมด ใช้เวลารอคิวนานมากเพราะว่ามีหลายคนที่ต้องต่อเครื่องที่ดีทรอยต์ ระหว่างที่รอมาซักสองสามชั่วโมงก็เลยคิดอะไรเรื่อยๆ เปื่อยๆ

  • แวบแรกที่รู้ว่าต้องคิวรอก็คิดไปว่าเมื่อกี้น่าจะรีบเดินมาที่เกตเลย ไม่น่าแวะรอต่อคิวซื้อขนมปังกับนมที่ Au Pon Pain เลยไม่งั้นคงได้คิวต้นๆ กว่านี้
  • เห็นเกตข้างๆ ซึ่งเป็นเครื่องของ Northwest ที่ไปดีทรอยท์เหมือนกัน แต่ว่าเครื่องออกตอน 8.56 น. กำลัง Boarding อยู่ ก็เลยคิดว่า ตอนนั้นน่าจะจองไฟลท์นี้ ไม่งั้นป่านนี้ก็ได้เดินขึ้นเครื่องไปแล้วเพราะยังไงก็มาทันเวลา ที่ผมจองไฟลท์ 9.55 น. ก็เพราะว่ารู้มาก่อนว่าวันที่ 25 จะมีปาร์ตี้ที่บ้านพี่คิม ซึ่งคาดว่าก็คงจะเลิกดึก เลยคิดว่าจองไฟลท์สายๆ หน่อย น่าจะไม่ต้องทรมาณและเสี่ยงกับการตื่นสาย
  • หลังจากนั้นก็คิดย้อนไปอีกว่ารู้อย่างนี้น่าจะบินเมื่ออาทิตย์ที่แล้วและกลับมาตอนวันที่ 25 ก็ยังทันปาร์ตี้คริสต์มาสเพราะตอบตกลงว่าจะไปนานแล้ว แต่ว่าเมื่ออาทิตย์ที่แล้วต้องตรวจข้อสอบและกลัวว่าจะไม่ทันก็เลยไม่อยากจองไฟลท์ช่วงนั้น แต่จริงก็ตรวจทันและเสร็จตั้งแต่วันที่ 20
  • หลังจากได้จัดไฟลท์ใหม่แล้วปรากฏว่าได้ไฟลท์ตอน 15.00 น. เพราะว่าไฟลท์ตอนเที่ยงเต็ม ก็เลยคิดย้อนซ้ำไปเหตุการณ์แรกว่า ไม่น่าเลยจริงๆ ที่ไปแวะซื้อขนมปังไม่งั้นป่านนี้อาจได้ไฟลท์รอบเที่ยงไปแล้ว เพราะอาจจะมีที่เหลือถ้าเรามาเร็ว
  • หลังจากนั้นก็โทรบอกชิวว่าเครื่องบินเลื่อนไปตอนบ่ายสาม ระหว่างนั้นชิวบอกว่าดูลิเวอร์พูลอยู่ตอนนี้นำดาร์บี้ซึ่งเป็นทีมท้ายสุดของตารางไปแล้ว 0-1 โดยตอเรส ผมคิดไว้ก่อนว่านัดนี้คงสบายๆ เพราะนัดก่อนชนะในบ้านไปตั้ง 6-0 ตอนแรกที่รู้ว่าต้องบินในช่วงเวลาที่แข่งก็คิดว่าไม่ดูก็ไม่เป็นไร คงชนะสบายๆ ที่ไหนได้ ถ้าไม่ได้ดูคงเสียดาย (แต่ถ้าแลกกับการที่ไฟลท์ไม่ยกเลิกก็ยอมไม่ดูนะ) เพราะว่ากว่าจะได้ประตูชัยก็นาทีที่ 90 จากเจอร์ราด
  • หลังจากดูจบก็คิดไปไกลๆ อีกว่า ถ้าฤดูกาลที่แล้วซื้อตอร์เรส น่าจะชนะมิลานได้ในนัดชิงและคงได้แชมป์ยุโรปไปแล้วเสียดายที่ไม่ได้ซื้อมา

จากเพียงแค่เหตุการณ์ไม่กี่ชั่วโมงที่ผมรอเครื่องบิน ทำให้ผมคิดอะไรหลายๆ อย่างซ้ำซากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้ว จบไปแล้ว และตัดสินใจไปแล้ว ทั้งที่มันไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขเหตุการณ์ได้ และถึงผมจะย้อนไปแก้ไขการตัดสินใจได้ มันก็อาจจะไม่เกิดผลอย่างที่คาดไว้ก็ได้ เพราะว่าก่อนที่ผมจะตัดสินใจในเหตุการณ์ที่ผ่านมา ผมก็คาดหวังกับผลที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว ซึ่งเคยเขียนไว้แล้วในเรื่อง “Structural model สำคัญอย่างไรในการสร้างแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์”

เพียงแต่เพราะว่าเรามีชีวิตอยู่บนโลกที่ไม่มีความแน่นอน (Stochastic World) อะไรที่เกิดขึ้นจะมีความแน่นอนที่สุดก็หลังจากที่มันได้เกิดขึ้นไปแล้ว ทุกอย่างสามารถเปลี่ยนไปจากที่เราคาดหวังได้ แม้แค่เสี้ยววินาที่ก่อนที่เหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่นการเชียร์ลิเวอร์พูลเมื่อกี้นี้ ซึ่งผมคิดว่าเสมอชัวร์ๆ เพราะเล่นกันไม่ดีเลย แต่ว่าก่อนหมดเวลาไม่กี่นาทีก็ชนะไปจนได้

เคยอ่านจากหนังสือเล่มหนึ่งที่เปรียบว่าเรื่องพลาดผิดที่ได้ทำไปแล้วก็เหมือนการทำนมหกลงพื้น เราก็ไม่ควรไปอาลัยอาวรณ์กับมันอีก เพราะมันเอาคืนมาไม่ได้ ที่ผิดพลาดไปก็เหมือนกับเป็นครูสอนให้จำไม่ทำพลาดอีก แต่บางทีสำหรับผมก็มีครูคนใหม่มาสอนวิชาเดิมๆ ซ้ำอยู่เรื่อยเพราะไม่ค่อยจำซักที

(Spoil) หลายวันก่อนได้ดูหนังเรื่อง If Only (2004) ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับคู่รัก ซึ่งชายหนุ่มก็รักแฟนของตัวเองแต่ก็ยังขาดความเข้าใจ และแล้ววันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เขาเสียแฟนสาวไป เขาเสียใจมาก และหลับไปหลังจากได้อ่านไดอารี่ของแฟนซึ่งทำให้เขาเข้าใจเธอมากขึ้น รุ่งเช้าเขาตื่นขึ้นมาและพบว่าเขาตื่นขึ้มในตอนเช้าของเมื่อวันก่อน และหญิงสาวก็ยังมีชีวิตอยู่ เขาพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมื่อวาน และใช้เวลาที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด แม้ว่าท้ายที่สุดจะไม่สามารถควบคุมและแก้ไขเหตุการณ์ได้ แต่วันเวลาแค่วันเดียวก็ทำให้เขาเข้าใจความรักของตัวเองอย่างลึกซึ้งและคลายปมทุกอย่างที่ค้างคาในใจระหว่างกัน

Ian: “I loved you since I met you, but I wouldn't allow myself to truly feel it until today. I was always thinking ahead, making decisions soaked with fear... Today, because of you... what I learned from you; every choice I made was different and my life has completely changed... and I've learned that if you do that, then you're living your life fully... it doesn't matter if you have five minutes or fifty years. Samantha if not for today, if not for you I would never have known love at all... So thank you for being the person who taught me to love... and to be love.”

วันนี้ถ้าสามารถทำอะไรที่ดีกับคนที่คุณรักได้ ทำมันให้ดีที่สุดและรู้ถึงคุณค่าของสิ่งที่คุณมีอยู่

(เขียนเมื่อ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๐)

ประตูระหว่างสวรรค์กับนรก

หมายเหตุ –
บทความนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องความเชื่อส่วนบุคคลแต่ประการใด ไม่จำเป็นต้องใช้วิจารณญาณในการอ่าน
และ เป็นเรื่องเกี่ยวกับระบบขับถ่ายของร่างกาย

ปัญหาเรื่องการจราจรในกรุงเทพฯ นั้นเป็นปัญหาที่คนกรุงเทพฯ ต้องยอมรับและอยู่กับมันให้ได้อย่างมีสันติ (ในจิตใจ) เป็นเรื่องปกติของเมืองหลวง ซึ่งแทบจะเป็นที่รวมของทุึกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการ ธุรกิจ และสถาบันการศึกษา

ในช่วงที่เรียนและทำงานนั้น ชีวิตของผมตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอนมีเงื่อนไขที่ถูกกำหนดไว้ด้วยสภาพการจราจรของกรุงเทพฯ ด้วยเหตุที่บ้านอยู่ชานเมือง ทำให้ต้องตื่นเช้ามาก และเช้ามากขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุของผมที่เพิ่มขึ้น เพราะว่ารถติดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ทุกคนที่ไม่อยากเจอรถติดต้องออกมาให้เช้าขึ้น

สถิติล่าสุดของผมก็คือตื่นประมาณ 4.45 น. และออกเดินทางจากบ้านที่อยู่ชานเมืองฝั่งธนบุรี เวลาประมาณ 5.20 น. เพื่อไปที่ทำงานซึ่งอยู่ใจกลางเมืองของกรุงเทพฯ เวลาที่ใช้เดินทาง ณ ช่วงเวลาดังกล่าวคือประมาณ 30 นาที เพราะว่ารถสามารถใช้ความเร็วได้ดี ไม่มีการหยุดนิ่งยาวๆ ไปถึงแล้วผมก็จะนอนอยู่ในรถ เจ็ดโมงกว่าก็ตื่นไปทานข้าวเช้า ด้วยสภาพที่เสื้อยับยู่ยี่ ผมกระเซิง

บ่นไปมากมายเกี่ยวกับปัญหาการจราจรของกรุงเทพฯ ผมเคยมีประสบการณ์ครั้งหนึ่งสมัยเรียนมหาวิทยาลัย วันนั้นออกจากบ้านค่อนข้างสาย รถก็เลยติดมาก จากบ้านไปมหาวิทยาลัยใช้เวลาสองชั่วโมงได้ และเนื่องด้วยออกจากบ้านผิดเวลา มันก็เลยทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกายรวนไปหมด (เป็นข้อสันนิษฐานส่วนตัว)

ประมาณ 1 – 2 กม. ก่อนจะถึงมหาวิทยาลัย ผมก็รู้สึกปวดท้องอย่างมาก ไม่ใช่ปวดท้องแบบโรคกระเพาะแต่อย่างใด มันคือ ปวดอุจจาระ ด้วยอัตราเร็วของรถที่น้อยกว่า 2 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ผมคิดว่าผมไม่สามารถอดกลั้นไปจนถึงมหาวิทยาลัยได้ ความคิดแวบแรกของผม คือ คงต้องหาปั๊มน้ำมันที่อยู่ระหว่างทางนั่นแหละ

ทว่าปั๊มน้ำมันที่ใกล้ที่สุดก็ดันอยู่เกือบถึงมหาวิทยาลัยแล้ว เวร... แผนสองที่คิดได้ก็ คือ หาร้านเซเว่น แต่ว่าร้านเซเว่นที่ไหนจะปล่อยให้คนเข้าไปใช้ห้องน้ำฟะ หรือจะเป็นบ้านคน ใครที่ไหนจะยอมให้คนแปลกหน้าเข้ามาอึในบ้านวะเนี่ย ช่วงนี้ความคิดในสมองเริ่มตีกันอย่างหนัก พร้อมกับมือที่สั่น เกร็ง และรู้สึกหนาวขึ้นเรื่อยๆ แม้จะปิดแอร์ไปแล้ว

เมื่อพยายามกลั้นใจคิดหาทางออก ก็คิดว่าทางที่ดีที่สุดคือปั๊มน้ำมันนี่แหละ แต่ว่าคงต้องใ้ช้ความพยายามในการอดกลั้นให้ถึงที่สุด แต่ว่ามันก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด ถ้าเป็นตอนปวดฉี่มันคงไม่ยากขนาดนี้ ถ้ากลั้นไม่ไหว ในรถก็ยังพอมีขวดน้ำให้ใช้บรรเทาความเสียหายไปได้ หรือถ้าเลวร้ายที่สุดคือฉี่ราดกางเกง ก็คงจะลงทุนไปซื้อน้ำซักขวดแล้วเอามาราดกางเกง (ถ้าจะให้เนียนมากก็ใช้เก๊กฮวย) แล้วบอกเืพื่อนว่าน้ำหก แล้วชวนมันไปซื้อกางเกงที่่มาบุญครอง แต่ถ้าเป็นอึแตกนี่ ไม่อยากจะคิดเลย คงต้องขับรถกลับบ้านสถานเดียว ขืนเดินลงไปหาเพื่อนไม่มีคนคบแน่ๆ ความเสียหายสูงมาก ขับรถมามหาลัยเพื่ออึแตกแล้วขับกลับบ้านเพื่อไปซักกางเกง ... บอกได้คำเดียวว่าซวย

พออีกประมาณ 500 เมตรจะึถึงปั๊มน้ำมัน ก็เริ่มมีอาการหน้ามืด เหมือนวิญญาณจะหลุดจากร่าง ไม่ว่าจะพยายามบิดตัวไปมาอย่างไรก็ไม่เป็นผล สภาพผมเหมือนกับจะิสิ้นสติไปแล้ว เรีียกได้ว่าอยู่ขั้นตรีทูต ที่วิญญาณจะออกจากร่าง จากนั้นผมก็เริ่มมองเห็นภาพของกรรมที่เคยทำไว้เมื่อครั้งอดีต ภาพตอนสมัยประถมที่ล้อเพื่อนที่อึราดกางเกงก็โผล่ขึ้นมา นอกจากจะล้อแล้วยังไปบอกครูอีก ทำไม่เราเป็นคนเลวได้ขนาดนี้วะเนี่ย อีกเรื่องก็คือไปล้อเพื่ิอนที่อึราดขณะทำกิจกรรมกันอยู่ที่โรงเรียนตอนมัธยม ซึ่งมันนั่งอยู่ข้างหน้าผมพอดีและผมก็เห็นเหตุการณ์ตอนมันลุกขึ้นวิ่งไปห้องน้ำได้อย่างชัดเจน พร้อมหลักฐานที่กองอยูตรงหน้า .... ตอนนี้เหมือนประตูนรกกำลังจะเปิดเพื่อต้อนรับผมแล้ว เหมือนในสมัยพุทธกาลที่มีคนฆ่าหมูชื่อนาย จุนทสูกริก ซึ่งนิยมฆ่าหมูด้วยวิธีทรมาน เมื่อตอนก่อนจะตายก็ร้องครวญครางเหมือนหมูที่ตัวเองฆ่าไม่มีผิด

เพื่อน ... กูขอโทษมึงว่ะ กูรู้แล้วว่าการกลั้นอึจนถึงที่สุดมันทรมาณอย่างไร กูไม่น่าไปล้อมึงเลย เหมือนว่าเจ้ากรรมนายเวรจะยอมรับคำขอโทษจากผม ก่อนที่สติของผมจะหลุดลอยไปนั้น ผมก็ขับมาถึงทางเข้าปั๊มน้ำมันพอดี ทว่าปั๊มน้ำมันก็ไม่มีที่จอด ... เวร ก็เลยขับไปจอดตรงตู้จ่ายแล้วบอกว่าเต็มถังเลย ทั้งที่ไม่รู้ว่าตอนนั้นมีเงินเท่าไหร่ในกระเป๋า แต่ทำไงได้ไม่มีเวลาคิดแล้ว หลังจากนั้นก็คว้าทิชชู่แล้ววิ่งไปห้องน้ำอย่างรวดเร็ว ซึ่งตอนนั้นอย่าให้สะดุดหรือชนอะไรซักอย่างนะ มีเฮแน่ๆ ทำให้ผมได้รู้ซึ้งในตอนนั้นว่า ชีวิตของคนเราบางช่วงมันเปราะบางจริง ... อืมมม

นับว่าโชคชะตาไม่โหดร้ายกับผมจนเกินไป ยังมีห้องน้ำว่างอยู่ ตอนนั้นไม่ได้ดูเลยว่าห้องน้ำสกปรกมากขนาดไหน ... ภารกิจจบลงอย่างรวดเร็ว ช่วงเวลาที่ผมก้าวขาออกมาจากห้องน้ำนั้นเหมือนออกจากนรกมาสู่สวรรค์ก็ไม่ปาน ท้องฟ้าดูสดใส อากาศสดชื่นแม้ว่าจะอยู่ในปั๊มน้ำมัน รู้ซึ้งได้ทันทีว่าทำไมจึงเีรียกห้องน้ำว่า “สุขา” ประตูสุขาเป็นประตูที่กั้นระหว่างสวรรค์กับนรกจริงๆ

ขอบคุณ
  • การจราจรของกรุงเทพฯ ที่ทำให้ผมได้สัมผัสอีกแง่มุมของชีวิตที่หวังว่าจะไม่เจออีก
  • ปั๊มน้ำมันบนถนนพระรามที่ 4 ก่อนถึงสามย่าน เอื้อเฟื้อสถานที่ถ่าย (ทำ)

Quote of the day
“ถ้าอยู่ดีๆ คุณรู้สึกตัวว่าอยู่ในห้องที่เป็นสีแดงทั้งห้อง ไม่ต้องตกใจหรอก มันคือหัวใจของผมเอง” (นำมาจากโพสต์หนึ่งในห้องหว้ากอ พันทิป)


(เขียนเมื่อ ๗ ธันวาคม ๒๕๕๐)

พิธีกรรม หรือ คำสอน

ช่วงหลายอาิทิตย์ที่ผ่านมาได้ทราบข่าวเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาหลายข่าว แต่ข่าวที่ทำใ้ห้ผมเศร้าใจมากที่สุดก็คือ การมรณภาพของหลวงพ่อปัญญา แ้ม้ผมจะไม่ได้ศึกษาคำสอนของท่านอย่างจริงจัง แต่ก็พอที่จะได้อ่านหนังสือและฟังที่่่ท่านเทศน์บ้าง ท่านเป็นพระที่ทำเพื่อพระพุทธศาสนามาตลอดอายุของท่าน

เมื่อต้นปีก็ได้ดูรายการค้นค้นคน ซึ่งก็นำชีวิตของหลวงพ่อปัญญามานำเสนอ ท่านแม้จะมีอายุถึง 96 ปี แต่ท่านก็ยังทำกิจของสงฆ์ที่เป็นประโยชน์เท่าที่สุขภาพของท่านจะอำนวย เรียกว่าท่านมีเวลาเมื่อไหร่ก็จะต้องทำภารกิจที่สำคัญคือ ทำให้คนไทยหาย “โง่” โดยเฉพาะในเรื่องการศึกษาพระพุทธศาสนา

เมื่อกล่าวถึงหลวงพ่อปัญญา พระสงฆ์อีกรูปที่พยายามตลอดชีวิตของท่านในการสั่งสอนให้คนพ้นจากความโง่เขลาก็คือ ท่านพุทธทาส ท่านพุทธทาสได้มรณภาพไปตั้งแต่ปี 2537 ซึ่งผมได้ดูคลิป “เมื่อพุทธทาสคืนสู่ธรรมชาติ” ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บ http://www.buddhadasa.in.th/ (ในเวบนี้มีคำสอนของท่านให้ดาวน์โหลดด้วย) ก่อนที่ท่านจะมรณภาพท่านได้ทำพินัยกรรมให้จัดงานศพของท่านอย่างเรียบง่ายที่สุด เพื่อสั่งสอนทุกๆ คนถึงสัจธรรมของชีวิต เรื่องความตาย และให้รู้จักใช้ชีวิตอย่างเพียงพอและเรียบง่าย งานศพของท่านก็เป็นเพียงการเผาศพบนตะแกรงเหล็ก ไม่มีพิธีรีตองที่วุ่นวาย เป็นการกลับไปสู่ธรรมชาติอย่างแท้จริง

ในช่วงปี 2536-2537 เป็นช่วงที่ฟองสบู่ของเศรษฐกิจไทยพองโตถึงขีดสุด ดัชนีตลาดหลักทรัพย์สูงที่สุดที่ 1,600 กว่าจุด (ในปัจจุบันดัชนีก็อยู่ประมาณ 800 กว่าจุด) เป็นช่วงที่ไม่ว่าจะทำอะไร ขายอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปเสียหมด คำสอนของท่านที่ให้ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงและเรียบง่าย ก็คงเป็นคำสอนเบาๆ ที่ผ่านหูผู้คนไป จนคนบางส่วนเริ่มรู้ซึ้งถึงคำว่า “พอเพียง” จนเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ และฟองสบู่ที่พองโตนั้นแตกเมื่อปี 2540 นั่นเอง

ทั้งท่านพุทธทาสและหลวงพ่อปัญญา ซึ่งทั้งสองเป็นสหายธรรมในการเผยแผ่คำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า ให้คนพ้นจากความโง่เขลา ท่านทั้งสองสอนคนให้รู้จักการศึกษาทางจิตซึ่งเป็นหนทางที่ทำให้พ้นทุกข์ ไม่สอนให้คนเชื่อถือทางไสยศาสตร์เพราะว่ามันไม่ใช่แนวทางแห่งการดับทุกข์

จากการที่ได้ศึกษาประวัติของท่านพุทธทาส ท่านเป็นคนที่กล้าหาญในการที่สั่งสอนให้คนรู้ถึงคำสอนที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ เนื่องจากไม่ได้มีการสอนมาในอดีต เพราะเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งในการอธิบายให้คนทั่วไปได้เข้าใจ การสอนที่รูปแบบที่แตกต่างจากพระรูปอื่นของท่าน ทำให้ครั้งหนึ่งท่านโดนกล่าวหาว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์ ซึ่งข้อหาดังกล่าวก็ถูกใช้เป็นข้ออ้างในการทำลายบุคคลดีๆ ไปหลายท่าน

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมสะท้อนใจเมื่อได้อ่านประวัติของท่านพระพุทธทาสก็คือ ท่านได้มีโอกาสเข้ามาศึกษาพระปริยัติธรรม ในกรุงเทพฯ (เมื่อประมาณ 70-80 ปีก่อน) ซึ่งทำให้ท่่านถึงกับท้อแท้ใจในการเป็นพระสงฆ์เพราะว่าเหล่าสงฆ์ในกรุงเทพฯ ต่างยึดติดอยู่ในลาภยศสรรเสริญ ทำให้ท่านตัดสินใจกลับบ้านและศึกษาหลักคำสอนจากพระไตรปิฎกด้วนตนเอง เพื่อค้นหาหลักธรรมที่แท้จริงจากพระโอถฐ์ของพระพุทธเจ้า

(ข้อความต่อจากนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผม ซึ่งก็ไม่ได้เป็นผู้ที่ศึกษาพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง แต่ก็ได้ใช้หลักคำสอนบางอย่างมาใช้แก้ปัญหาชีวิตในยามทุกข์)
แม้ว่าในประเทศไทยจะมีผู้นับถือพุทธศาสนาเป็นส่วนใหญ่ แต่ทำไมจึงได้มีปรากฎการณ์ที่ชี้ให้เห็นว่าคนไทยไม่ได้ใช้หลักการทางพุทธศาสนา ในการแ้ก้ปัญหาชีวิตเลย อย่างเช่น การนับถือเทพ (ซึ่งแท้จริงคือแนวคิดของศาสนาพราหมณ์) การงมงายในสิ่งเหนือธรรมชาติต่างๆ ทั้งที่จริงแล้วมันไม่มีสิ่งเหนือธรรมชาติ ทุกอย่างสามารถอธิบายได้โดยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การนับถือฝนตก ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า กล้วยสองเครือ หมาสองหัว มันเป็นเรื่องของมนุษย์ในยุคก่อนการกำเนิดของศาสนาเสียด้วยซ้ำ

เป็นไปได้ไหมว่าการที่คนไทยนับถือพุทธอย่างพวกเรา ไม่ได้รับการสั่งสอนให้เข้าถึงหลักการทางพุทธศาสนาอย่างแท้จริง การสอนพุทธศาสนาในโรงเรียนที่ผมประสบมาก็คือ การให้สวดมนต์ให้ได้ ท่องศีล จำให้ได้ว่ามรรคแปดมีอะไรบ้าง แม้แต่การสอนของพระก็ไม่ได้ลงไปในรายละเอียดที่ลึกซึ้งให้คนสามารถเข้าถึงกระบวนการทำงานของจิตใจ กระบวนการที่ทำให้เกิดทุกข์

กิจกรรมที่มีกับวัดส่วนใหญ่จึงอยู่ในรูปแบบของพิธีกรรม ซึ่งได้รับอิทธิพลอย่างมากจากศาสนาพราหมณ์ จริงอยู่การที่มีพิธีกรรมที่น่าเชื่อถือน่าเกรงขาม สามารถที่จะดึงคนทั่วๆ ไป (รวมถึงผม) ที่มีจิตใจอ่อนแอ และมีแนวโน้มที่จะนับถือสิ่งเหนือธรรมชาิติ ให้เข้ามาอยู่ในร่มเงาของศาสนาพุทธซึ่งมีคำสอนที่มีประโยชน์ และดับทุกข์ได้

แต่พอเวลาผ่านไปเหมือนกับว่าพิธีกรรมต่างๆ เหล่านี้มีบทบาทเหนือและบดบัง คำสอนในศาสนาพุทธไปจนหมด ศาสนาพุทธกลายเป็นเหมือนยาแก้ปวด ถ้าปวดหัวเมื่อไหร่ก็กินยา มีปัญหาเมื่อไหร่ก็ไปวัดไปทำบุญ ไปคุยกับพระ มีทุกข์มากๆ ก็ไปทำบุญสะเดาะเคราะห์ ซึ่งก็เป็นทางหนึ่งที่ช่วยให้แก้ปัญหาชีวิตได้ แต่คำสอนที่แท้จริงของพระพุทธศาสนา เสมือนกับการสอนให้รักษาสุขภาพ รู้จักติดตามดูแลอาการของร่างกาย ทำให้เราสามารถดูแลรักษาจิตได้ด้วยตัวเอง ยาแก้ปวดหัวก็เป็นส่วนที่สำคัญในการรักษา แต่มันเป็นสิ่งที่กดอาการปวดเท่านั้นเอง มันไม่ได้ไปรักษาต้นเหตุของการปวดหัวนั้น

เมื่อสิ่งยึดเหนี่ยวใจของพุทธศาสนิกชนไม่ใช่หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า บทบาทของพิธีกรรม เทพเจ้า และไสยศาสตร์ ก็มีมากขึ้น จากพิธีกรรมที่เป็นเหมือนกุศโลบายให้คนหันมาเข้าหาศาสนา กลายเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนในเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาติหาริย์ ท่านออกบวชค้นหาความจริงเพื่อนำมาสั่งสอนให้คนหลุดพ้นจากการยึดติดสิ่งเหล่านี้ แต่พระสงฆ์ บางส่วนกลับสั่งสอนให้คนหันไปยึุดติดกับเรื่องไสยศาสตร์แทน เหมือนย้อนกลับไปสู่ยุคหินอีกครั้ง

จริงอยู่หลักธรรมของพระพุทธศาสนานั้นลึกซึ้ง ยากแก่การอธิบาย และอาจมีพระสงฆ์ไม่มากที่สามารถกลั่นกรองและถ่ายทอดให้คนเข้าใจได้ แต่พระสงฆ์บางส่วนที่ไม่สามารถทำให้คน “ฉลาด” ขึ้น ก็ไม่ควรทำให้คน “โง่” ลง ด้วยการสอนสิ่งที่ขัดกับหลักพุทธศาสนา นอกจากนั้นยังอาศัยความอ่อนแอทางจิตใจของคนมาเป็นเครื่องมือในการหาผลประโยชน์ให้กับตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจมาก ท่านปัญญาฯ ได้สอนว่า พระบางส่วนทำให้คนโง่ลงด้วยการปลุกเสกพระเครื่อง ใบ้หวย ไม่ควรไปนับถือ (หลังจากที่ท่านมรณภาพก็มีข่าวที่ผมฟังแล้วสลดใจก็คือ มีคนหาซื้อหวยเลขท้ายอายุของท่าน และก็มีสื่อเลวๆ นำมา่ถ่ายทอด ทั้งที่ท่านปัญญาฯ ท่านต่อต้านการใบ้หวยมาตลอด)

จากความรู้สึกส่วนตัวของผม เราเหมือนจะนับถือศาสนาพราหมณ์มากกว่าพุทธศาสนาเสียด้วยซ้ำ ทุกอย่างอาศัยพิธีกรรม เพื่อสร้างความศรัทธาให้กับคน จริงอยู่ที่พิธีกรรมสามารถนำคนหมู่มากมารวมกันได้เพื่อเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่ง การใช้คำว่า “บุญ” หรือ “บาป” มาชักจูงคนก็เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ แต่มันไม่ได้เ็ป็นการพัฒนากลไกความคิดในการแก้ปัญหาเพื่อการพ้นทุกข์เลย พิธีกรรมมีความสำคัญ แต่ไม่ใช่หลักการสูงสุดของพุทธศาสนา เมื่อคนเข้าใจพุทธศาสนาเขาก็จะเลือกทำในสิ่งที่เป็นบุญกุศลไปโดยอัตโนมัติ

ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวกับที่เขียนมาหรือเปล่า แต่ในความคิดของผม “การปกครองคนโง่ย่อมง่ายกว่าการปกครองคนฉลาด”

ปล. อีกข่าวที่ทำให้ผมสลดใจก็คือการประท้วงของพระต่อภาพวาด “ภิกษุสันดานกา” ซึ่งก็มองกันได้หลายมุม แต่มุึมของผมคือ “ถ้าเราส่องกระจกแล้ว เราไม่หล่อ เราควรโทษตัวเองหรือกระจก” และก็ีมีความคิดเห็นขำๆ จากข่าวก็คือ พวกกาควรจะไปประท้้วงบ้างเพราะว่าเป็นการดูหมิ่นกาอย่างมากในการเอาไปเปรียบเทียบกับพระเลวๆ

(เขียนเมื่อ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๒)

Mechanism Design

ปล. บทความนี้เขียนไ้ว้ตอนกุุมภาพันธ์ ปี 2549 ในอีก Blog นึง ซึ่งตอนนี้ถูกทิ้งร้างไปแล้ว พอดีวันนี้ได้อ่านข่าวรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปีนี้มอบให้กับผู้ริ่ิเริ่มและพัฒนาทฤษฎี Mechanism Design คือ Leonid Hurwicz, Eric Maskin และ Roger Myerson ก็เลยนึกถึงบทความนี้ขึ้นมา

คนที่ผมจำได้คือ Eric Maskin เพราะว่าอาจารย์บอกว่าเขาได้พิสูจน์ Nash Implementation โดยเป็น Conference paper มาตั้งแต่ 1977 แต่กว่าจะได้ตีพิมพ์ลง Journal ก็เมื่อปี 1999 โดยพวกเปเปอร์ที่ Comment ทฤษฎีของเขาได้ตีพิมพ์ไปหลายฉบับแล้วก่อนหน้าที่เปเปอร์ของเขาจะได้ตีพิมพ์

วิชานี้เป็นวิชาที่ยากมากสำหรับผม ซึ่งตอนนี้ก็เกือบลืมไปหมดแล้วด้วย แต่ว่า Intuition ของวิชานี้มันก็น่าสนใจดี ซึ่งจะว่าไปก็มีส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับจิตวิทยาพฤติกรรมมนุษย์อยู่มาก

-------------------------------------
เทอมที่แล้วได้เรียนเกี่ยวกับเรื่อง Mechanism Design (Implementation Theory) เรียนรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจดีตรงที่ว่า Mechanism Design เป็นกลไกที่ทำให้แต่ละ Agent ซึ่งโดยสัญชาติญาณแล้วจะทำตามผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลัก ให้ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อสังคม เหมือนเป็นกลไกการสร้างแรงจูงใจ (Incentive Compatible) ให้เอเจนต์ทุกคนทำตามนิสัยที่เห็นแก่ตัว แต่ท้ายที่สุดผลรวมเป็นประโยชน์ต่อสังคม

ยกตัวอย่างเช่นถ้าเป็น Dominant Strategy Implementation ซึ่งกลไกง่ายๆ แล้วก็คือว่า มันเกิดปัญหา Imperfect Information ขึ้นและ Central Planner ต้องการที่จะรู้ลักษณะ (type) ของเอเจนต์ แต่ละคนเพื่อนำข้อมูลมากำหนดนโยบายหรือทำโครงการ ซึ่งโดยปกติแล้วเอเจนต์แต่ละคนก็มักจะไม่ยอมบอกว่า type ของตัวเองเป็นยังไง Central Planner ก็เลยใช้วิธีที่ว่า "Tell me your type and I will play the best response strategy for your type." ซึ่งเอเจนต์เมื่อได้รู้อย่างนี้แล้วก็ต้องบอกความจริงต่อ Central Planner เพราะว่าถ้าบอก type เป็นอย่างอื่นแล้ว ผลที่ได้ก็จะไม่ใช่ Best response ที่ให้ความพอใจกับเขามากที่สุด ด้วย Mechanism ดังกล่าวทำให้ Central planner สามารถ optimize และบรรลุผลที่เป็น First Best and Pareto Optimal ได้ ซึ่ง Dominant strategy Implementation เป็นกลไกที่ซับซ้อนน้อยที่สุด ยังมีรูปแบบอื่นอีก เช่น Nash Implementation, Undominated Nash Implementation ฯลฯ

ก็คงจะดี ถ้าใช้ Mechanism Design ได้กับทุกๆ เรื่อง ที่เป็นปัญหาสังคมได้ แต่ว่ากลไกก็คงจะซับซ้อนมาก ไม่เรียบง่ายเหมือนแบบจำลองที่สร้างขึ้นมากตัวอย่างง่ายๆ ที่เคยอ่านเจอจาก Moore (1992) ก็คือเรื่องราวในไบเบิลเกี่ยวกับ คิงโซโลมอนที่ต้องตัดสินคดีความ เรื่องมีอยู่ว่ามีหญิงสองคนมาหาคิงโซโลมอน โดยหญิงทั้งสองต่างอ้างสิทธิ์ว่าตนเองต่างเป็นแม่ของเด็กทารกคนหนึ่ง จึงต้องการให้คิงโซโลมอนช่วยตัดสินให้ คิงโซโลมอนก็เลยบอกว่าถ้าตัดสินใจไม่ได้ก็ให้ผ่าเด็กคนนั้นออกเป็นสองซีก แม่ที่แท้จริงของเด็กจึงบอกว่าไม่ต้องการเด็กคนนั้นแล้วหญิงอีกคนต่างหากที่เป็นแม่ของเด็ก คิงโซโลมอนจึงรู้ได้ว่าหญิงคนนั้นเป็นแม่ที่แท้จริงของเด็กเพราะว่ารักเด็กคนนั้นมากโดยตัวเองไม่ได้ลูกดีกว่าที่จะให้ลูกตาย (อย่างไรก็ตามผู้เขียนก็บอกว่าหากหญิงที่ไม่ใช่แม่ของเด็กทำตามแม่ตัวจริงทุกอย่างคิงโซโลมอนจะทำอย่างไร ซึ่งสถานการณ์นี้จะโยงไปถึง mechanism design ที่ซับซ้อนขึ้นอีกขั้นนึง (Equilibrium Refinement))

อีกตัวอย่างนึงก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับโรมันโบราณ เรื่องมีอยู่ว่า มีเมืองนึงในสมัยโรมันโบราณ ซึ่งมีธรรมเนียมว่าในปีแต่ละปีจะมีการแสดงมโหรสพและการจัดเลี้ยงอย่างใหญ่โตเพื่อเลี้ยงคนทั้งเมือง โดยผู้ที่จะออกค่าใช้จ่ายคือคนที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองนั้น ปัญหาก็มีอยู่ว่าใครจะยอมบอกว่าตัวเองรวยที่สุดล่ะ (ก็ต้องจ่ายเงินสิ เขาว่ากันว่ายิ่งรวยก็ยิ่งงก ยิ่งรวยก็ยิ่งโกง ใครว่ารวยแล้วไม่โกงอย่าไปเชื่อ) เจ้าเมืองก็ต้องไปหาคนที่รวยที่สุดมาจ่าย ซึ่งมันก็ไม่ยากเพราะในเมืองก็มีคนที่รวยๆ อยู่ไม่กี่คน สมมุติว่ามี prime suspects อยู่สองคน ให้ชื่อว่า Bill กับ Bush ซึ่งโดยแท้จริงแล้ว Bill รวยกว่า Bush และทั้งสองคนต่างก็รู้ข้อมูลนั้นดี แต่ว่าเจ้าเมืองไม่รู้ ในคืนงานจัดเลี้ยงดังกล่าว เจ้าเมืองก็บอกว่างานในวันนี้จะมีคนจ่ายคือ Bill (เจ้าเมืองสุ่มขึ้นมาเฉยๆ) Bill เมื่อได้ยินดังกล่าวแล้วด้วยสัญชาติญาณของมนุษย์ที่ว่ายังไงกูก็ไม่จ่าย ก็เลยบอกว่า "ข้าไม่ใช่คนที่รวยที่สุดหรอก เจ้า Bush ต่างหากที่รวยที่สุด" Bush เมื่อได้ยินดังกล่าวแล้วก็คิดว่าแม่งก็รวยจะแย่อยู่แล้ว แค่จ่ายเงินแค่นี้ทำเป็นงก ถ้าจะให้จ่ายข้าก็จ่ายให้ได้ แต่อยากดัดสันดานเศรษฐีขี้เหนียวซะหน่อย (ว่าแล้ว Bush ก็คิดถึงหลักการของ Mechanism Design) Bush จึงกล่าวว่า "ให้ข้าจ่ายงานนี้ก็ได้ แต่ปีหน้าข้าไม่อยากเป็นคนที่รวยที่สุดแล้ว ข้าจึงขอแลกทรัพย์สมบัติที่มีทั้งหมดกับ Bill เพื่อที่ Bill จะได้เป็นคนที่รวยที่สุดในเมืองนี้แทนข้า ซึ่งก็หวังว่าเจ้าเมืองและชาวเมืองทุกคนคงเข้าใจในความใจกว้างของข้านะ" ... คงเดาออกนะว่าตกลงในงานนั้นใครต้องเป็นคนจ่าย

(เขียนเมื่อ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๐)

Try new things!!!

วิชาเศรษฐศาสตร์แบ่งลักษณะของบุคคลทางด้านทัศนคติเกี่ยวกับความเสี่ยงไว้ 3 ประเภท คือ รักความเสี่ยง (Risk lover), กลัวความเสี่ยง (Risk averse) และไม่ยินดิยินร้ายกับความเสี่ยง (Risk neutral) บุคคลทั้งสามประเภทนี้ก็จะมีลักษณะการตัดสินใจทางด้านเศรษฐศาสตร์ที่ต่างกัน เนื่องจาก อรรถประโยชน์ (utility) ของคนแต่ละคนต่างกันไป

เกริ่นมาตั้งนานก็แค่อยากจะบอกว่าจากการวิเคราะห์ตัวเองดูแล้ว ผมก็คงอยู่ในประเภทที่เรียกว่าเป็นพวกกลัวความเสี่ยง (Risk averse) ซึ่งก็เป็นลักษณะบุคคลนิยมใช้ในการตั้งสมมุติฐานในการวิเคราะห์แบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ ที่พอจะบอกได้ว่าตัวเองเป็นพวกที่กลัวความเสี่ยงนั้น เนื่องจากว่า เป็นคนที่ไม่ชอบลองของใหม่ๆ เท่าไหร่ ไม่ค่อยกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงไปในแนวทางที่ตัวเองไม่มั่นใจ
วันก่อนก็คุยกับเพื่อนในออฟฟิส ซึ่งก็เรียนเศรษฐศาสตร์อยู่ปีเดียวกัน เพื่อนเป็นคนตุรกี พอดีที่คุยกันเกี่ยวกับเรื่องชีส มันก็บอกว่ามีชีสหลายแบบ แล้วมันก็โชว์ชีสที่แช่ในตู้เย็นที่เป็นของตุรกี แล้วมันก็บอกว่ารสคล้ายๆ กับ Feta Cheese ของกรีซ ผมก็เลยบอกว่าไม่รู้จักหรอก เวลาไปซื้อของที่ซุปเปอร์ก็ซื้อชีสอยู่ไม่กีแบบ ไม่ค่อยได้ลองอย่างอื่นเท่าไหร่ ....

มันก็เลยเลคเชอร์เป็นแนวเศรษฐศาสตร์ให้ฟังว่า ผมเนี่ยควรจะลองของแบบใหม่ๆ ดูบ้าง(You should try new things) โดยยกตัวอย่างว่า การที่ผมทานชีสแบบเดิมๆ เนี่ยให้อรรถประโยชน์กับผม 1 หน่วย ถ้าผมลองทานชีสแบบใหม่เนี่ยผลออกมาอาจเป็นสองรูปแบบคือ ด้วยความน่าจะเป็น 0.5 ผมจะได้อรรถประโยชน์ 2 หน่วย ส่วนความน่าจะเป็นอีกครึ่งหนึ่งได้อรรถประโยชน์ 0 หน่วย ซึ่งผมควรจะลองเปลี่ยนดูเพราะว่าโดยเฉลี่ยแล้วได้อรรถประโยชน์เท่ากัน และที่สำคัญชีสเนี่ย ไม่ใช่สินค้าคงทน (Durable goods) ถ้าลองแล้วไม่ชอบครั้งหน้าก็ลองอย่างอื่น หรือกลับไปกินแบบเดิม ที่สำคัญการที่ไม่กล้าลองอะไรใหม่ๆ เนี่ยทำให้เราเสียเวลาไปกับของที่เราอาจไม่ได้ชอบมากๆ ก็ได้เพียงแค่เพราะเราไม่กล้าลองอย่างอื่น (ของบางอย่างพอลองแล้วก็เปลี่ยนลำบาก หรือต้นทุนในการเปลียนสูง ก็ต้องคิดดีๆ)

วิชาเศรษฐศาสตร์ก็มีแนวทางการวิเคราะห์การตัดสินใจภายใต้ความเสี่ยง หรือควาไม่แน่นอน (Uncertainty) ที่สำคัญอยู่รูปแบบหนึ่งก็คือ Dynamic programming ซึ่งใช้ในการประเมินอรรถประโยชน์ของบุคคลตั้งแต่ ณ เวลาปัจจุบันจนถึง Infinity ซึ่งเป็นข้อสมมุติที่ใช้กันทั่วไปแม้มันจะไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงก็ตาม

หลักการก็คือว่า เรามีตัวแปรที่ใช้ในการตัดสินใจ (Decision variable) เช่น ลงทุนหรือไม่ลงทุน เรียนต่อหรือไม่เรียน และก็มีการกำหนดรูปแบบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต (State space) เช่น เศรษฐกิจดีและเศรฐกิจไม่ดี ฝนตกและฝนไม่ตก ซึ่งผลประโยชน์จากการตัดสินใจของเราก็จะขึ้นอยู่กับ state ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย เช่น ถ้าตัดสินใจลงทุนแล้วเศรษฐกิจเกิดตกต่ำขึ้นมา เราก็อาจขาดทุนได้

เราก็ต้องมีการกำหนดว่าจะให้มี scenario อะไรเกิดขึ้นบ้างในอนาคต ด้วยความน่าจะเป็นเท่าไหร่ และความน่าจะเป็นขึ้นอยู่กับ state ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าอย่างไร เช่น ถ้าในปีแรกเศรษฐกิจไม่ดี ความน่าจะเป็นที่ปีที่สองเศรษฐกิจไม่ดีจะเป็นเท่าไหร่ และปีที่สาม ต่อๆ กันไปเรื่อยๆ แต่ส่วนใหญแล้วเพื่อความไม่ซับซ้อนก็จะมีการตั้งข้อสมมุติไว้ว่า ให้ความน่าจะเป็นของปีต่อไปขึ้นกับปีปัจจุบันเพียงปีเดียว ไม่ต้องย้อนไปหลายปี
ด้วยกระบวนการคิดดังกล่าวก็ช่วยให้บุคคลสามารถตัดสินใจได้ว่าควรเลือกตัวแปรใดเพื่อให้ตนเองได้ประโยชน์ (ตลอดชีพ) สูงสุด อย่างไรก็ตามในชีวิตจริงเราไม่สามารถจะรู้อย่างที่แบบจำลองกำหนดไว้ได้ ตัวแปรต่างๆ มีมากมาย การวางแบบระยะยาวก็มีความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นสูง การวางแผนสมัยใหม่ ก็มีการใช้ Scenario Planning เพื่อใช้กำหนดทางเลือก ที่เหมาะที่สุดกับสถานการณ์ที่จะเกิดในอนาคต
แต่อย่างไรก็ตามเรามักจะได้ยินหลายๆ คนพูดว่า ถ้า... คงดีกว่านี้เยอะ รู้อย่างนี้ทำ...อย่างนี้ดีกว่า ถ้าตอนนั้นเลือก...คงไม่เป็นอย่างนี้ ซึ่งเป็นคำพูดที่ผมคิดว่ามันไม่มีประโยชน์อะไรเลย เพราะมันเทียบกันไม่ได้ เพราะว่าการตัดสินใจของเราอาจมีผลทำให้ State space มันเปลี่ยนไปก็ได้ (ซึ่งในการทำแบบจำลองจะให้ State space เป็นอิสระไม่ขึ้นกับตัวแปรที่เราเลือก)

สมมุตินะ สมมุติว่า มีการแปรรูปหน่วยงานแห่งหนึ่ง แล้วปรากฎว่า ทุกอย่างแย่ลงไปหมด บริการก็ไม่ดีขึ้น ... ซักพักไม่กีวันก็จะมีพวกนักวิเคราะห์ (ที่ส่วนใหญ่ทำเป็นแต่การวิจารณ์) ก็จะบอกว่า “เห็นรึเปล่าผมเคยบอกแล้วว่าการแปรรูปมันไม่ดี (อาจบอกกับคนสวนที่บ้านก็ได้) เป็นไงล่ะ แปรรูปแล้วทุกอย่างแย่ลง” ... แต่ก็อาจมีอีกส่วนที่ออกมาพูดว่า “นี่ถ้าไม่แปรรูปมันจะแย่กว่านี้อีกนะ ดีที่ตัดสินใจแปรรูปไปก่อน” ที่ทั้งสองคนนี้พูดอาจถูกหรือผิดก็ได้ แต่ว่าไมมีใครที่จะย้อนอดีตแล้วกลับไปแก้การตัดสินใจได้ ยกเว้นแต่ว่าจะต้องมีการตัดสินใจในเรื่องที่คล้ายๆ กันเกิดขึ้นอีกเราก็อาจนำข้อมูลที่มีการวิจารณ์นี้มาใช้ประกอบการตัดสินใจได้
ตัวอย่างที่ยกขึ้นมาก็เพียงแค่อยากบอกว่าการตัดสินใจบางอย่างไปแล้ว มันย้อนกลับมาไม่ได้ (Irreversible) การวิเคราะห์ก่อนการตัดสินใจจึงมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะในเรื่องที่มีผลกับคนส่วนใหญ่ การกลัวความเสี่ยงก็เป็นนิสัยหนึ่งที่ทำให้เราคิดให้รอบคอบ แต่ว่าการที่ไม่กล้าตัดสินใจลองอะไรใหม่ๆ มันก็ทำให้เราเสียโอกาสดีๆ ไปเหมือนกัน

ปล. สัปดาห์นี้ก็ได้มีการลองอะไรใหม่ๆ เหมือนกัน คือ ได้ลองวิ่งในสวนสาธารณะหลังโรงเรียนซึ่งเป็นเนินเขา เพราะมาคิดดูแล้วว่าการวิ่งในยิม เมื่อไหร่ก็วิ่งได้ แต่ว่าตอนนี้อากาศดีๆ ขอวิ่งข้างนอกเพื่อรับแสงแดดหน่อยแล้วกัน ไว้หนาวๆ ค่อยกลับไปวิ่งในยิม แต่ปรากฏว่าการวิ่งขึ้นเนินเขามันทรมานมาก กลับมาบ้านปวดขาอย่างหนัก มันเหนื่อยกว่าวิ่งบน Belt หลายเท่าเลย

(เขียนเมื่อ ๕ กันยายน ๒๕๕๐)

Structural model สำคัญอย่างไรในการสร้างแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (๗ ก.ย. ๕๐) ได้ไปฟังสัมมนาช่วงเวลาอาหารเที่ยงที่ Engineering and Public Policy Department โดยหัวข้อที่มีวิทยากรมาพูดเป็นเรื่องเกี่ยวกับ Hubbert’s Peak ซึ่งเป็นแนวคิดที่ว่าด้วยการถึงจุดสูงสุดของการผลิตทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วหมดไป (Depletable resource) เพราะว่าทรัพยากรเหล่านี้มีปริมาณสำรอง (Reserve) อยู่ในปริมาณที่จำกัด เมื่อเราผลิตและนำทรัพยากรต่างๆ เหล่านี้มาใช้เมื่อถึงจุดสูงสุดแล้ว อัตราการผลิตจะค่อยๆ ลดต่ำลงเรื่อยๆ

วิทยากรที่มาพูดก็นำเสนอผลการศึกที่จากข้อมูลในอดีตย้อนหลังไปหลายสิบปี โดยใช้เครื่องมือทางสถิติมาใช้ในการพยากรณ์ว่าทรัพยากรต่างๆ เช่น น้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ จะถูกใช้หมดไปในปีใด ซึ่งผลการศึกษาก็คาดว่าประมาณปี 2080 เราจะใช้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติไปถึง 90% ของปริมาณสำรองที่มีอยู่ ซึ่งก็หมายความว่าเมื่อถึงตอนนั้นแล้วโลกจะมีทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลือให้ใช้เพียงแค่ 10% ของที่มีอยู่ทั้งหมด

ซึ่งในช่วงปิดท้ายของการนำเสนอ วิทยากรก็พูดถึงเรื่องทางเลือกของพลังงานชนิดอื่นเพื่อใช้แทนพลังงานฟอสซิล และ scenario ต่างๆ เกี่ยวกับปริมาณคาร์บอนในออกไซด์ในบรรยากาศโลก

หลังจากที่ฟังจบผมก็มีความรู้สึกว่าการศึกษาดังกล่าวมัน “ไม่ถูกต้อง” ซึ่งอันนี้ผมก็ไม่ได้พูดออกไปแต่ว่ารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เนื่องจากกว่าการนำข้อมูลทางสถิติย้อนหลัง (Historical data) มาพิจารณาและใช้การประมาณการทางสถิติเพื่อทึ่จะ Fit ข้อมูลเหล่านั้นกับรูปแบบการกระจายทางสถิติ (Distribution) แล้วนำรูปแบบการกระจายนั้นไปพยากรณ์ผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มันไม่ใช่วิธีที่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างที่เกิดขึ้นในระบบ (Structural change) นอกจากนั้นข้อมูลการผลิตดังกล่าวมันเป็นข้อมูลจากตัวแปรที่เป็น Endogenous variable ซึ่งหมายความว่าเป็นตัวแปรที่ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรอื่นๆ

เพื่อง่ายต่อความเข้าใจ ขอยกตัวอย่างข้อมูลเรื่องถ่านหินในอังกฤษที่วิทยากรได้ยกมาพูด ซึ่งได้นำเสนอว่าการผลิตถ่านหินในอังกฤษได้ลดลงเรื่อยๆ หลังจากจุดสูงสุดในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ซึ่งจริงๆ แล้วปัจจัยหลักการลดลงดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการที่ทรัพยากรถ่านหินลดน้อยลง แต่เนื่องจากว่าก๊าซธรรมชาติได้มีบทบาทเพิ่มขึ้นในการผลิตไฟฟ้าหลังจากที่ได้มีการคิดค้นกังหันก๊าซพลังงานความร้อนร่วม (Combined Cycle Gas Turbine: CCGT) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงและสะอาด ทำให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในอังกฤษเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในขณะที่โรงไฟฟ้าถ่านหินก็ถูกปลดระวางลงไปเรื่อยๆ ทำให้ความต้องการถ่านหินลดลง จะเห็นได้ว่าได้เกิด Structural change จากการพัฒนาเทคโนโลยีทำให้เกิดสินค้าที่ทดแทนกัน (Substitute goods) ขึ้นมาแข่งขันกับถ่านหิน

ในเรื่องของทรัพยากรธรรมชาตินั้น เทคโนโลยี ราคา และสินค้าทดแทนกันมีบทบาทอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องการสำรวจและผลิตทรัพยากรด้านพลังงาน เมื่อมีเทคโนโลยีที่ดีขึ้น เราสามารถผลิตได้มากขึ้นจากทรัพยากรที่มีอยู่ เช่น เทคโนโลยีการสำรวจแบบ 3D Seismic ที่ทำให้ความแม่นยำในการสำรวจมีมากขึ้น

อีกปัจจัยที่สำคัญที่สุดก็คือ ราคา เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น ผลที่เกิดขึ้นมีสองทาง คือ หนึ่ง มีการผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีมากขึ้นจากแรงจูงใจด้านราคา (ผลิตเพิ่ม) และ สอง มีการพัฒนาเทคโนโลยีและการผลิตสินค้าทดแทนกันเพิ่มมากขึ้น (ผลิตลดลง) ยกตัวอย่างเช่น ถ้าในกรณีของน้ำมัน เราก็มีการใช้ เอทานอล ไบโอดีเซล หรือก๊าซเอ็นจีวี เพื่อทดแทนน้ำมันที่ราคาสูงขึ้น

วกกลับมาที่ผลการศึกษาที่นำเสนอ จากการศึกษาดังกล่าวที่ใช้ข้อมูลในอดีตมาพยากรณ์อนาคตนั้น ผู้บรรยายไม่ได้คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างการผลิตและการใช้ทรัพยากร สมมุติว่าถ้าข้อมูลที่ผู้บรรยายใช้มาถึงปี 2005 ก็เท่ากับว่าการพยากรณ์ไปในอนาคต มีการตั้งข้อสมมุติว่า โครงสร้างตลาด โครงสร้างราคา รสนิยมผู้บริโภค กฎระเบียบ เทคโนโลยี และสินค้าทดแทนกัน ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งหากเป็นการพยากรณ์ไปในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ก็อาจไม่มีความคลาดเคลื่อนมากนัก แต่หากว่าพยากรณ์ไปล่วงหน้าหลายสิบปี ผลการพยากรณ์อาจไม่น่าเชื่อถือเท่าไรนัก เพราะในช่วงสิบหรือยี่สิบปี เทคโนโลยีสามารถพัฒนาได้อย่างมีนัยสำคัญ ที่จะส่งผลต่อการใช้พลังงานของโลกได้ รวมถึงปัจจัยด้านราคาที่จะส่งผลให้โครงสร้างทางการผลิตและการใช้พลังงานเปลี่ยนแปลงไป

ซึ่งแนวทางการศึกษาของผู้บรรยายใช้แนวคิดทางสถิติแต่เพียงอย่างเดียว (Purely Statistical method) ซึ่งมีความแตกต่างแนวทางด้านเศรษฐมิติ (Econometric) ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการสร้างแบบจำลองที่สามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของระบบได้ ในรูปแบบของ Structural model

ในอดีตเมื่อสามสิบกว่าปีก่อนนักเศรษฐศาสตร์ไม่ได้มีการใช้ Structural model อย่างกว้างขวางเหมือนดังเช่นปัจจุบัน จนกระทั่ง Robert Lucas นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ได้เสนอแนวความคิดที่เปลี่ยนแปลงแนวทางการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์มหภาคแบบพลวัตรอย่างขนานใหญ่ แนวคิดดังกล่าวคือ “Lucas Critique” (Lucas ได้พัฒนาแนวคิดดังกล่าวขณะที่เป็นอาจารย์อยู่ที่ Carnegie Institute of Technology, ปัจจุบันคือ Carnegie Mellon University ซึ่งทั้ง CMU และ University of Chicago ต่างก็นับ Lucas ว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์โนเบลในมหาวิทยาลัยของตน เพราะว่าหลังจาก Lucas ออกจาก CMU ก็ไปสอนที่ U of Chicago)

Lucas ได้วิจารณ์ว่าการประเมินผลจากนโยบายทางเศรษฐกิจที่จะนำมาใช้ โดยใช้ข้อมูลในอดีต (Historical data) มาพิจารณา โดยใช้คุณสมบัติทางสถิติของข้อมูลดังกล่าว มาสร้างแบบจำลอง (Reduced form econometric model) เพื่ออธิบายผลของนโยบายใหม่นั้น เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายทำให้กรอบโครงสร้างของเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป การประเมินพฤติกรรมที่จะเกิดขึ้นในกรอบนโยบายใหม่ โดยใช้ข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นจากการตัดสินใจในกรอบนโยบายเก่านั้น จึงไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ดังนั้นต้องมีการสร้างแบบจำลองการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างและพฤติกรรมขึ้นมาด้วย ซึ่งนำไปสู่การสร้างแบบจำลองทางโครงสร้าง หรือ Structural model

ซึ่งทฤษฎีพื้นฐานทางด้านเศรษฐมิติได้กล่าวไว้ว่าถ้าหากเรา Run regression บนตัวแปรที่แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นตัวแปรภายนอก (Exogenous variable) หากแต่เป็นตัวแปรภายใน (Endogenous variable) แล้ว ผลการประมาณค่าออกมาจะไม่ถูกต้อง (Biased and inconsistent) และไม่สามารถนำไปใช้ในการพยากรณ์หรือวิเคราะห์ความสัมพันธ์ได้ การสร้างแบบจำลองโดยละเลย Structural change ก็ให้ผลลัพธ์เสมือนกับการ Run regression กับ Endogenous variable นั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม: Lucas, Robert (1976). "Econometric Policy Evaluation: A Critique." Carnegie-Rochester Conference Series on Public Policy

(เขียนเมื่อ ๘ กันยายน ๒๕๕๐)

ปลากัดที่พิตส์เบอร์ก

เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้วไปเดินที่ Waterfront ซึ่งเป็นแหล่งรวมร้านค้าที่นี่ จริงๆ ก็ไม่ได้กะไปซื้อของกินหรือเสื้อผ้าเหมือนที่เคย เพราะคราวนี้กะไปเดินร้านขายอุปกรณ์สัตว์เลี้ยง PETCO ซึ่งก็ไม่เคยเข้าไปเิดินเลย เพราะที่ผ่านมาไม่ได้เลี้ยงสัตว์อะไร แต่เมื่อเดือนที่ผ่านมา ขอปลาทองพร้อมตู้และอุปกรณ์ต่างๆ จากเพื่อนคนนึงที่เรียนจบแล้วต้องกลับเมืองไทย ก็เลยขอรับปลาทองมาเลี้ยง

จริงๆ แล้วตลอดชีวิตที่ผ่านมาเลี้ยงปลามาหลายสิบปีแล้ว ตั้งแต่ตอนอยู่ ป.ห้า ป.หก ซึ่งเลี้ยงพวกปลาหางนกยูง ปลาสอด คือเน้นพวกปลาที่เลี้ยงง่ายๆ พอขึ้น ม.หนึ่ง ก็เริ่มเลี้ยงปลากัด เพราะจำได้ว่าวิชาวิทยาศาสตร์มีใ้ห้เลี้ยงปลากัด

การเลี้ยงปลากัดนี่ยุ่งยากกว่าปลาหางนกยูงหน่อยนึงก็คือว่า มันต้องกินอาหารสด ที่มีชีวิต พวกลูกน้ำ หรือไรทะเล (ตัวแดงๆ ยาวประมาณเซนต์นึง) ตอนอยู่ ม.หนึ่ง จำไ้ด้ว่าหลังเลิกเรียน อย่างน้องหนึ่งวันในสัปดาห์ต้องไปเดินที่สะพานเหล็ก (ซึ่งแต่ก่อนมีร้านขายปลาหลายร้านเหมือนกัน) และก็ที่วงเวียนใหญ่แถวถนนลาดหญ้า ฝั่งตรงข้ามเซนทรัลลาดหญ้า ถ้าเดินเข้าไปในซอยก็จะมีร้านขายปลาหลายร้านเป็นแถบๆ ตอนนี้ไม่รู้ว่าจะยังมีอยู่หรือเปล่า

หลักๆ ที่ไปเดินก็คือซื้ออาหารปลากัดนี่แหละ พวกไรทะเล ไม่ได้ซื้อลูกน้ำเพราะไม่อยากโดนยุงกัดมากไปกว่านี้ บางทีก็ไปซื้อปลาไปเพิ่มบ้าง ปลากัดเป็นปลาที่สวยจริงๆ ทั้งสีสัดและรูปร่าง ตอนนั้นที่เลี้ยงก็เลี้ยงพวกปลากัดหม้อ หรือปลากัดไทยและก็ปลากัดจีน ปลากัดหม้อจะมีครีบและหางที่สั้นกว่าปลากัดจีน แต่จะดุกว่ามาก เรียกว่าปลากัดนี่เป็นปลานักสู้จริงๆ

ตอนเลี้ยงก็ไม่ได้เอามากัดกัน ส่วนมากก็เลี้ยงไว้ดู และก็ผสมพันธุ์ ซึ่งการเพาะปลากัดนี่ยากมากเคยเพาะจนเป็นตัวเล็ก แต่ว่าไม่เคยรอดออกมาเป็นตัวใหญ่ๆ เลย และถ้าจะเลี้ยงปลากัดให้สีสวยต้องเลี้ยงในขวดที่แ่ช่ด้วยใบหูกวาง ซึ่งน้ำมันจะออกสีเหมือนน้ำชา นอกจากนี้น้ำแช่ใบหูกวางยังช่วยรักษาบาดแผลของปลากัดได้ด้วย สีที่ผมชอบก็คือ สีแดง และก็สีน้ำเงินแกมเขียว ที่ดูแล้วมันสง่างามดี

กลับมาถึงปัจจุบันที่ไปเดินที่ PETCO ก็กะว่าจะไปซื้อยาปรับสภาพน้ำและก็สายยางที่เอาไว้สูบน้ำ ก็พบว่าในร้านนี่มีขายปลาหลายประเภทมากๆ ซึ่งผมไม่คิดว่าจะมีปลาขายด้วย ทั้งพวกปลาทอง ปลาคาร์ฟ และปลาอื่นๆ ที่ไม่ค่อยคุ้นหน้า แต่ที่ทำให้ผมสะดุดตาและทำให้ผมตกใจก็คือ มีปลากัดขายด้วย เรียกภาษาอังกฤษว่า Betta

ปลากัดที่เห็นก็มีปลากัดจีนหลายหลากสี แต่ที่น่าตกใจก็คือ แต่ละตัวเหมือนไม่มีวิญญาณของนักสู้อยู่เลย ปกติขวดปลากัดจะต้องมีแผ่นกระดาษกั้นระหว่างขวด ไม่ให้ปลามันเห็นหน้ากัน ไม่่งั้นมันจะแผ่ครีบ และบางทีก็จะว่าชนขวดจนปากเป็นแผล

แต่ปลากันที่ขายที่นี่ก็ใส่ในกระป๋องพลาสติกใสๆ ปลาแต่ละตัวมันดูหงอยมาก แม้จะไม่มีกระดาษกั้น มันก็ไม่มีความกระเี้หี้ยนกระหือที่ชะแผ่ครีบขู่กัน ครีบแต่ละตัวก็ลู่ตกไม่มีชีวิตชีวาเลย ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขานำเข้ามาจากไหน คิดว่าคนที่นี่ก็คงกะไว้เลี้ยงเพื่อความสวยงาม ปลากัดที่ีนี่ก็คงไม่ได้กินอาหารสดที่มีชีวิตเ่ท่าไหร่ คงกินแต่อาหารแห้งเพื่อให้อยู่รอดไปวันๆ คงไม่ได้แช่น้ำใบหูกวางให้สีสดใส

พอดูแล้วก็รู้สึกหดหู่อย่างอธิบายไม่ถูก เหมือนว่ามันไม่ได้อยู่ในที่ที่เหมาะสมกับมันเท่าไหร่ คิดไปคิดมาก็ลองมามองตัวเอง ก็พบว่าคล้ายกันบางส่วน เพราะว่าชีวิตในปัจจุบันที่เรียนอยู่ที่นี่ แม้ว่าีชีวิตมันจะไม่หงอย แต่มันก็ไม่คึกคักเหมือนตอนอยู่ที่เมืองไทย ก็อธิบายไม่่ถูกเหมือนกัน คงเป็นว่าเพราะอายุมากขึ้นด้วยส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งก็เหมือนว่ามีห่วงอยู่เต็มตัว ทั้งห่วงเรื่องเรียนที่นี่ และห่วงที่เมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัว แฟน และก็เรื่องการงาน

ปลากัดพวกนั้นก็คงเหมือนกัน แม้ว่ามันจะหงอยไปบ้าง แต่ผมคิดว่าเลือดนักสู้ในตัวมันก็คงยังไหลเวียนอยู่ในตัวมันไม่เปลี่ยน แม้ว่ามันจะหงอยแต่ถ้าต้องสู้ มันก็คงยังสู้ไม่ถอย ผมก็จะพยายามทำตัวให้เหมือนปลากัด (ยกเว้นกรณีมองตัวเมียแล้วท้อง) แม้ว่าจะไม่คึกคักเท่าไหร แต่ก็ยังไงมาที่นี่แล้วก็ต้องทนและทำให้สำเร็จให้ได้

สู้ สู้ เหล่าปลากัดที่พิตส์เบอร์ก

(เขียนเมื่อ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๐)

อยากมีโกดังเก็บของเก่า

ไม่รู้ว่าคนอื่นๆ จะเป็นกันบ้างหรือเปล่า เวลาที่รู้สึกอยากค้นของเก่าๆ ขึ้นมาดู แต่พอนึกขึ้นได้ว่ามันคงไม่อยู่แล้ว เพราะว่ามันเก่าเก็บจนทิ้งไปแล้ว มันมีความเศร้าอย่างบอกไม่ถูก เศร้าเล็กๆ ไม่มีอะไรมากมาย
ไม่กี่ปีก่อนอยู่ดีๆ ผมก็รู้สึกอยากหาสมุดการบ้านสมัยประถมขึ้นมาดู อยากรู้ว่าตอนนั้นเรียนอะไร เขียนอะไร ลายมือเป็นอะไร แต่ก็พอจะรู้ว่าคงเอามันทิ้งไปหมดแล้วล่ะ มันสิบกว่า เกือบจะยี่สิบปีแล้วคงจะไม่เหลือมาถึงตอนนี้แน่ๆ

ที่บ้านผม พ่อกับแม่จะนิสัยตรงกันข้ามกันอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะนิสัยการเก็บของ แม่จะเป็นคนที่เก็บทุกอย่างไว้หมด เก็บทุกอย่างจริงๆ ทั้งของใช้ และก็ของกิน โดยเฉพาะของกิน บางทีพี่สาวต้องแอบเอาออกจากตู้เย็นไปทิ้ง คือเก็บไว้ก็ไ่ม่ได้กิน จะทิ้งก็เสียดาย คือพอทิ้งไปแม่ก็ไม่รู้ตัวหรอกนะ เรียกว่าเก็บจนลืม บางทีก็คิดว่าค่าไฟที่ต้องเปิดตู้เย็นเพื่อเก็บของมันคงจะเกินมูลค่าของที่เก็บไปแล้วล่ะ ตอนนี้ที่บ้านมีตู้เย็นอยู่สามตู้ ตู้เล็กๆ อีกตู้นึง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเต็มอยู่ตลอดเวลา ส่วนเรื่องเอกสารแม่ก็จะเก็บทุกอย่าง เก็บอย่างละเอียด ขนาดสมุดพก ของลูกทุกคนตั้งแต่อนุบาลหนึ่งก็ยังเก็บไว้

ส่วนพ่อก็จะมีนิสัยอีกอย่างหนึ่งคือชอบรื้อของออกมาจัด และก็เก็บทิ้งไป โดยเฉพาะของที่ไม่ได้ใช้แล้ว เรียกว่ามีคอยสร้างสมดุลของการเก็บของในบ้านไม่ให้มัน มีมากจนเกินไป เพราะว่าที่ในบ้านหลายส่วนก็ใช้ไปเพื่อการเก็บของเท่านั้น ใช้ประโยชน์อะไรอย่างอื่นไม่ได้อีก

ส่วนตัวผมเองก็จะมีนิสัยไม่แน่นอนเรื่องการเก็บของ บางอารมณ์ก็อยากเก็บหลายๆ อย่างเอาไว้ บางอารมณ์ก็เก็บทิ้งไปบ้าง ตอนนี้ของสมัยประถมมัธยมก็เหลือไม่มาก ของที่เก็บสมัยประถมแทบจะไม่มีแล้วมั้ง ของมัธยมก็มีอยู่บ้างส่วนใหญ่ก็เป็นรูปถ่าย เสื้้อที่เพื่อนๆ เขียนตอนวันจากเหย้า (วันที่พวก ม.หก เรียนจบ แต่ผมสอบเทียบออกไปก่อน ตอนนั้นเลยอยู่ปีหนึ่ง) ของสมัยเรียนมหาลัยก็มีอยู่เยอะเหมือนกัน รูปคงมีอยู่หลายร้อยได้ นอกจากนั้นก็เป็นของจุกจิกอื่นๆ

สำหรับตอนนี้ความคิดของผมก็เปลี่ยนไป ถ้าทำได้ผมอยากสร้างโกดังใหญ่ๆ ไว้สักที่นึงไว้เก็บของเก่าๆ ที่ไม่ได้ใช้ทั้งหมด รู้สึกเสียดายเหมือนกันจากความรู้สึกที่เคยอยากทำให้ห้องมันเรียบร้อยโดยทิ้งของไปหลายอย่าง ซึ่งจะเรียกว่าเป็นขยะก็ไม่ถูกนัก เพราะของเก่าพวกนี้มันความทรงจำฝังอยู่ สำหรับผมถ้าสิ่งที่จะทิ้งเป็นขยะ มันคือของที่ไม่มีความทรงจำต่อมันเหลืออยู่แล้ว ผมจึงทิ้งมันอย่างขยะ

ผมมาลองคิดดูว่า ถ้าตั้งแต่อนุบาล ผมเก็บทุกอย่าง (ที่เป็นสิ่งของ) ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตผม ไม่ว่าจะเป็นสมุดการบ้าน หนังสือเรียน สมุดคัดไทย สมุดวาดเขียน ของเล่น หนังสือการ์ตูน ต่างๆ นานา (วันก่อนดูตัวอย่างหนัง Transformers ก็จำได้ว่าเราเคยมีนี่หว่าไอ้หุ่น Optimus Prime เพราะป๋าเคยซื้อมาให้ตอนเด็กๆ ไอ้รถบรรทุกแดงๆ ที่แปลงร่างได้อ่ะ) เลยจินตนาการดูว่าเราต้องใช้โกดังใหญ่ขนาดไหนเนี่ยถึงจะเก็บสิ่งของในความทรงจำได้หมด คงต้องเป็นโกดังที่ใหญ่มากๆ

ของหลายๆ อย่างที่ทิ้งไป หรือให้คนอื่นไปก็เสียดายมากนะ พวกของเล่นและก็หนังสือ โดยเฉพาะของเล่นที่เป็นสังกะสี ของพี่ชายและพี่สาว ก็ไม่ได้คิดอยากเก็บไว้เพื่อจะขายต่อให้ได้ราคา แต่อยากเก็บเอาไว้ให้ลูกให้หลานดู ไม่ใช่ดูจากพิพิธภัณฑ์อย่างเดียว (เห็นที่คุณเอนก นาวิกมูล เก็บของเก่าแล้ว บางทีเราก็อยากเก็บบ้าง) และที่สำคัญมันเป็นของเก่าที่มีความทรงจำ ฝังอยู่ข้างใน

ความรู้สึกที่อยากจะเก็บของเก่าของผมนี้มันไม่ใช้แค่การเก็บเพื่อถวิลหาถึงอดีต (Nostalgia) แต่ว่าเป็นการเก็บความทรงจำที่สมองมันไม่มีที่พอที่จะเก็บ หรือเก็บอยู่แต่ไฟล์มันลึกลงไปมากจนเรียกขึ้นมาไม่ได้ ถ้าถามทุกๆ คนดูว่า จำอะไรตอนอยู่ ป. หนึ่ง ได้บ้าง มันยากมากนะ ที่จะย้อนความจำลงไปถึงตอนนั้น ถึงแม้ว่าจะเก็บเป็นสิ่งของแต่่มันก็ไม่ได้คลุมถึงความทรงจำทุกๆ อย่าง เพราะความทรงจำบางอย่างมันก็ไม่ได้ติดกับสิ่งของ (บางทีก็อยู่ในรูปแผลเป็น แต่ก่อนนี่ซนมากแผลเต็มตัว ตอนนี้ก็หายไปเยอะแล้ว) แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้ปะติดปะต่อความทรงจำได้

แม้ว่าสมัยนี้จะเก็บของต่างๆ ไว้ได้ในรูปของไฟล์คอมพิวเตอร์ (รูปถ่า่ย วีดีโอ) แต่สำหรับผมของเหล่านี้ก็ดีนะ แต่มันไม่มีกลิ่นของความทรงจำเท่าไหร่ อีกอย่างหนึ่งที่เก็บความทรงจำได้ดีก็คือ การเขียนไดอารี่ แต่ต้องเป็นคนที่สม่ำเสมอถึงจะทำได้ดี

ถ้าลองจินตนาการดูว่า เรามีลูกซักคน แล้วก็เก็บทุกอย่างที่เกี่ยวกับเขาเอาไว้ตั้งแต่เกิด เรียงเป็นลำดับ ตามอายุ ผมว่ามันก็คงจะดี แม้ว่าปีแรกๆ ที่เก็บมันอาจดูไม่มีค่าเท่าไหร่ แต่ว่าถ้าคิดดูว่าผ่านไป ซักห้าปี สิบปี ยี่สิบปี สามสิบปี มันจะดีขนาดไหนที่เราจะย้อนกลับมาดูมาสัมผัสมัน แม้ว่ามันจะไม่ได้เกี่ยวกับชีวิตในปัจจุบันมาก แต่ว่าผมว่าโกดังเก็บของนั้นคงเป็นมุมสงบที่ดึงให้เราอยู่ที่นั่นได้ทั้งวันทีเดียว เรียกว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ของครอบครัวได้เลย พิพิธภัณฑ์ที่มีแต่เรื่องของ เรา ครอบครัวเรา

ถ้ามีโกดังเป็นสัดเป็นส่วนแยกจากที่พักอาศัยก็คงทำให้เราเก็บของได้มากและไม่กระทบกับชีวิตปัจจุบัน เพราะถ้าเก็บของเก่าที่ไม่ได้ใช้ให้มันปะปนกับชีวิตประจำวันมันก็คงไม่ดี และเกะกะเปล่าๆ เพราะยังไงเราก็ต้องอยู่กับปัจจุบัน แต่ของเก่าและความทรงจำมันก็มีไว้เหมือนเป็นมุมเงียบๆ ที่ไว้ทบทวนเพื่อพัฒนาตัวเองและิอิ่มเอิบกับความหลังที่มีทั้งความสุขและความเ้ศร้า ....

(เขียนเมื่อ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๐)

พจนานุกรม สอ เสถบุตร

ได้อ่านหนังสือสารคดีเล่มเก่าๆ ทางเนทเกี่ยวประวัติของ สอ เสถบุตร ซึ่งเป็นคนที่แปลพจนานุกรมให้คนไทยได้ใช้กันมานานหลายสิบปี ได้อ่านประวัติแล้วก็น่าสนใจมาก

http://www.sarakadee.com/feature/2002/04/so_sethaputra.htm

สอ เสถบุตร หรือ นามสกุลเดิม เศรษฐบุตร ซึ่งไ้ด้เปลี่ยนหลังจากช่วงสมัยที่จอมพล ป. พิบูลสงครามที่ต้องการให้เปลี่ยนการสะกดให้ใช้ตัวสะกดตามเสียง ซึ่งหลังจากหมดยุคนั้นนั้นสามารถเปลี่ยนคืนได้ แต่ สอ ก็ไม่ได้เปลี่ยนเพราะผู้อ่านทั้งหลายรู้จักท่านในชื่อนี้แล้ว

สอ เสถบุตร เกิดในสกุลใหญ่ แต่เนื่องด้วยบิดาไม่ได้รับมรดกจากครอบครัว ครอบครัวของ สอ จึงไม่ได้มีฐานะร่ำรวยนัก หลังจากนั้นบิดาก็เสียชีวิต ท่านจึงต้องหางานทำโดยการสอนภาษาไทยให้กับชาวต่างชาติ ซึ่งทำให้ท่านได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษไปด้วย หลังจากท่านจบมัธยมแปด ก็ได้ไปสอบไล่เพื่อชิงทุนเล่าเรียนหลวง ซึ่งท่านก็สอบได้เป็นที่สอง จึงได้รับทุนไปเรียน ซึ่งท่านเลือกเรียนเกี่ยวกับการเหมืองแร่ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะมารดาได้ขอร้องไว้ เนื่องจากมารดาไม่ต้องการให้เรียนเกี่ยวกับนักบินหรือการซ่อมเครื่องบิน

ท่านใช้เวลาเรียนสามปีก็จบปริญญาตรี พอช่วงที่กำลังเรียนต่อโทก็ถูกเรียกกลับมารับราชการ (ได้อ่านช่วงนี้จึงรู้ว่าตอนช่วงสมัยนั้น พ.ศ.2464 เดินทางไปอังกฤษใช้เวลา 48 วัน เราก็เลยคิดว่าที่บ่นตอนนั่งเครื่องสิบกว่าชั่วโมงนี่มันเด็กๆ ไปเลย)

หลังจากจบมาก็รับราชการได้รับความก้าวหน้าเป็นลำดับ ได้บรรดาศักดิ์เป็นถึงคุณหลวง และท่านก็ยังใช้เวลาอีกส่วนเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ ซึ่งในช่วงนั้นมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ไม่นาน สถานการณ์ทางการเมืองก็ยังมีความวุ่นวายพอสมควร ในช่วงกบฎบวรเดชทำการไม่สำเร็จ ท่านก็ถูกจับกุมด้วยเพราะว่าคณะผู้จัดทำหนังสือพิมพ์ที่ท่านเขียนบทความไปลงมีส่วนในการก่อการนั้นด้วย ซึ่งนับว่าเป็นโชคร้ายของท่าน และท่านถูกศาลตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิตและถอดบรรดาศักดิ์จากคุณหลวงเป็นคนธรรมดา นายสอ เศรษฐบุตร ใน พ.ศ. 2476

ในช่วงแรกท่านถูกจองจำที่คุกบางขวาง ในขณะนั้นท่านอายุเพียงสามสิบปีท่านจึงคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพราะต้องถูกจำคุกเป็นเวลานาน และท่านไม่อยากให้มารดาเดือดร้อน จึงจำเป็นต้องหารายได้ ท่านจึงคิดแปลดิกชันนารีเพื่อขายให้สำนักพิมพ์ ซึ่งท่านก็ได้วัตถุดิบจากหนังสือต่างๆ นอกเหนือจากพจนานุกรมภาษาอังกฤษ เช่น หนังสือพรรณไม้ ตำราอาหาร เพื่อให้พจนานุกรมที่ท่านแปลมีประโยชน์ต่อผู้อ่านที่สุด ซึ่งก็มีเพื่อนๆ หลายคนที่เป็นนักโทษในเรือนจำช่วยกันจัดทำ ทั้งเขียน พิสูจน์อักษร ท่านจึงมีรายได้ส่งให้มารดาใช้ทุกเดือน จากการแปลพจนานุกรมขายเป็นตอนๆ

หลังจากนั้นมีเหตุที่ทำให้คณะนักโทษการเมืองรวมถึงท่านถูกย้ายไปจองจำที่เกาะตะรุเตา ซึ่งทำให้ชีวิตท่านลำบากขึ้นไปอีก และเนื่องด้วยเป็นการนำไปทิ้งไว้ที่เกาะ จึงไม่มีการจองจำเพราะยังไงก็หนีไปไหนไม่ได้ ซึ่งในช่วงนี้ท่านก็ยังคงแปลพจนานุกรมต่อ และในช่วงที่อยู่ที่ตะรุเตานั้น มีเพื่อนนักโทษการเมืองชวนหนีจากเกาะ ท่านก็ไม่ได้ไปเพราะต้องการแปลพจนานุกรมให้เสร็จเพราะท่านแปลมาถึงตัว T แล้ว ในที่สุดท่านก็แปลได้จนสำเร็จและพจนานุกรมีจำนวนถึง 4,000 หน้า และขายวางตลาดได้ในปี พ.ศ.2483

หลังจากพ้นโทษจากการนิรโทษกรรมกลับมาท่านก็กลับมาตั้งสำันักพิมพ์ รวมถึงเล่นการเมืองซึ่งได้เป็น ส.ส. และได้เป็นถึงรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และท่่านถึงแก่กรรมในปี 2513 รวมอายุได้ 66 ปี

พอได้อ่านประวัติของท่านแล้วก็นับถือความตั้งใจและความพยายามของท่านมาก เรียกว่าคุกสามารถขังคนได้แต่ไ่ม่สามารถขังความคิดและความตั้งใจของมนุษย์ได้ และก็นึกถึงหนังเรื่อง The Shawshanks Redemption ซึ่งพระเอก คือ แอนดี้ ดูเฟรย์ ก็ติดคุกโดยไม่ได้ผิด และเขาก็ใช้เวลาที่มีอยู่ทำหลายๆ อย่าง รวมถึงสร้างห้องสมุดและขุดกำแพงหนี รวมเวลาที่ติดคุก 20 ปี อย่างที่ประโยคนึงที่เรดซึ่งเป็นเพื่อนของแอนดี้บอกไว้ว่า ในคุกนักโทษมักจะหาอะไรทำเพื่อให้เวลามันผ่านไปเรื่อยๆ

ความพยายามของสอ เสถบุตร เป็นความพยายามที่น่านับถืออย่างมาก แม้ว่าส่วนหนึ่งท่านจะทำเพื่อเลี้ยงชีพแต่ว่าท่านมีความรักในสิ่งที่ทำอย่างมาก เพราะการแปลพจนานุกรมที่มีศัพท์เป็นหมื่นๆ คำ พันๆ หน้า รวมถึงท่านต้องการแทรกเนื้อหาที่สำคัญอื่นๆ เพื่อเป็นความรู้แก่ผู้อ่าน ในสภาพที่ถูกจองจำนั้น มีความลำบากทางกายและใจ มันเป็นสิ่งคนที่มีความตั้งใจจริงและเข้มแข็งเท่านั้นที่สามารถทำได้ และการที่ท่านแปลพจนานุกรมให้คนไทยได้ใช้กันนั้น มันเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่คนหลายหมื่นหลายแสนคนได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษ อย่างน้อยก็จากคำศัพท์คำแรกที่ต้องเป็นหาคำแปลจากพจนานุกรม


“คุกขังคนได้ แต่ขังความคิดไม่ได้”--- อิศรา อมันตกุล

(เขียนเมื่อ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๔๙)

ห้วยปูใหม่

วันก่อนได้อ่านบทความเกี่ยวกับดอยตุง เรื่องผลิตภัณฑ์ของชาวบ้านตามโครงการพระราชดำริ ก็เลยนึกขึ้นได้ว่าเราก็เคยไปอยู่ที่ดอยตุงตั้งเกือบเดือน แต่มันก็นานหลายปีแล้วไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรบ้้างตอนนี้ จำได้ประมาณว่าไปตอนอยู่ปีสาม ที่จุฬาฯ ลองนับปีดูแล้ว ใช้นิ้วมือเกือบไม่พอ ประมาณแปดเก้าปีมาแล้ว
ที่ต้องไปเพราะว่าเป็นส่วนนึงของโปรเจคที่ต้องทำก่อนเรียนจบ คือคนอื่นฝึกงานกันแล้วทำโปรเจคจบ แต่ว่าผมกับเพื่อนหลายคนไม่ได้ทำ โครงการที่ไปทำีที่ดอยตุงเป็นของมหาลัยที่ญี่ปุ่น (Nagoya U.) จะมาศึกษาเก็บข้อมูลเกี่ยวกับชาวเขา อาจารย์ที่คณะที่ทำโครงการร่วมกับญี่ปุ่นก็เลย ต้องการหานักศึกษาไปร่วมเก็บข้อมูล จริงๆ คือไปเป็นล่ามให้เขา เพราะเวลาไปสัมภาษณ์ชาวเขา ก็จะมีล่ามคนนึงแปลภาษาชาวเขา เป็นภาษาไทย แล้วพวกเราก็แปลเป็นภาษาอังกฤษให้คณะของทางญี่ปุ่นอีกทีนึง

จำไ้ด้ว่าเป็นช่วงเวลาที่สนุกมาก เพราะมีเพื่อนในกลุ่มไปกันเกือบสิบคน ทำงานตั้งแต่เช้านั่งรถตู้ขึ้นไปบนดอยตุง หมู่บ้านที่ไปเก็บข้อมูลคือ หมู่บ้านห้วยปูใหม่ พอตอนเย็นๆ ก็กลับ แ่ต่ทางไปหมู่บ้านนี่โคตรน่ากลัว เพราะถนนเล็กมาก ถ้าคนขับไม่ชำนาญนี่ได้ลงไปนอนกลิ้งเล่นในเหวแน่ๆ แต่ตามทางพอสังเกตดีๆ จะเห็นว่ามีการปลูกพืชเศรษฐกิจอยู่ตามเขา เต็มไปหมด ที่จำได้ก็คือ กาแฟ เพราะเห็นมันออกลูกแดงๆ เต็มต้นไปหมด

ทุกวันพอกลับมาตอนเย็นที่โรงแรมนี่ก็สบายแล้ว เพราะไม่มีงานต้องทำต่อ ออกไปนั่งกินเบียร์ข้างๆ โรงแรมเกือบทุกวัน กับแกล้มส่วนใหญ่ก็เป็นขนมขบเคี้ยว จำได้ว่ามีมันฝรั่งทอดมันทำเลียนแบบเลย์ แต่ตั้งชื่อว่า “ลุย” แต่มันทำเหมือนมาก ประทับใจจริงๆ

บางวันก็เมา อ๊วกอยู่แถวนั้น อาศัยเพื่อนพากลับมาที่ห้อง เรียกว่าชีวิตตอนไปอยู่เชียงรายช่วงนั้นโคตรมีความสุข อากาศก็ดี ไม่ต้องมีเรื่องอะไรที่ต้องคิดมาก ทั้งเรื่องอนาคต เรื่องเรียน (นั่นดิ ปัจจุบันเลยต้องใช้กรรม)

การไปสัมภาษณ์ชาวบ้าน (ชาวเขา) ที่ันั่นก็ได้อะไรมาเยอะ จำได้ว่าเป็นครั้งแรกที่ได้กินหนอนเยื่อไผ่ หรือที่เขาเรียกกันว่ารถด่วน ตอนแรกก็ไม่กล้ากิน แต่ว่าก็มีคนบอกว่าให้กินเพราะชาวบ้านจะได้ดีใจ ก็เลยลองกินดู ในมื้อแรกที่ชาวบ้านเขาเลี้ยงข้าวก็กินหนอนเยื่อไผ่คั่วเกลือ และก็หน่อไม้ กินไปกินมาอร่อยดี จนมารู้ตอนหลังว่ามันเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของชาวบ้านที่เดียว โลนึงเป็นร้อย ชาวบ้านเขาก็ลองสาธิตวิธีหาหนอนให้ดูไม่รู้ว่าแกเลือกปล้องไม้ไผ่ยังไง พอฟันฉับออกมาหนอนตัวขาวๆ มีอยู่เต็มปล้องเลย

ป่าที่นั่นก็สมบูรณ์มาก มีวิวนึงที่จำได้คือ ออกไปหลังหมู่บ้านมันเป็นเขา มองไปมันกว้างใหญ่จริงๆ จนทำให้รู้สึกว่าเรานี่มันเป็นส่วนเล็กๆ ของโลกๆ จริงๆ และก็ไม่ได้เห็นฟ้ากว้างๆ อย่างนั้นมานานแล้ว อากาศก็บริสุทธ์มาก จนเพื่อนบางคนบอกว่าต้องอัดบุหรี่ซะหน่อยอากาศดีจริงๆ -_-“

อีกอย่างนึงที่จำได้แม่นและประทับใจมากก็คือ ตอนไปสัมภาษณ์ชาวบ้านคนนึง ทั้งบ้านแกไม่มีอะไรเลย เป็นกระท่อมมีเตียงอยู่ตัวเดียว และก็มีพวกเครื่องครัวอะไรอีกนิดหน่อย มีเท่านั้นจริงๆ แกก็เก็บพวกของป่าขายและก็ปลูกอะไรขายนิดหน่อย พอทีมจากญี่ปุ่นเขาถามว่าอยากได้อะไรมั๊ย ไอ้เราก็คาดการณ์ว่าแกคงจะอยากได้อะไรหลายอย่าง แต่ผิดคาดแกบอกว่าไม่อยากได้อะไร แต่ถ้ามีหลังคาใหม่ก็ดี เพราะตอนฝนตกมันชอบรั่ว แกต้องการแค่นั้นจริงๆ

ผมเองก็อึ้งไปเหมือนกัน ก็เลยคุยกับเพื่อนว่า บางทีเรา (คนเมือง) ก็มักจะคิดแทนชาวบ้านว่าเขาต้องการได้นู่นได้นี่ รู้สึกแทนเขาว่าเขาขาดอะไรหลายอย่าง ตามบรรทัดฐานของเรา ทั้งที่จริงเขามีความสุขและพอเพียงของเขาอยู่แล้ว ทั้งที่จริงๆ แล้วองค์ประกอบของการมีชีวิตอยู่ของคนเรามันไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย เพียงแต่ว่าเราเอาชีวิตไปผูกติดกับสังคมและเงื่อนไงที่มันซับซ้อนเอง

ในความคิดของผม ความสะดวกสบาย=ความเคยชิน ความไม่สะดวกสบาย=ความไม่ชิน ไอ้ความไม่ชินนี่เองที่เป็นต้นเหตุของความวุ่นวายทั้งหลาย ทำให้ต้องทุกข์ไขว่คว้าหาสิ่งต่างมาเพื่อรักษาหล่อเลี้ยงสภาพที่ตัวเองเป็นอยู่

เคยอ่านหนังสือของท่านพุทธทาสที่ท่านเทศน์เกี่ยวกับความเจริญ คือตามที่ท่านเทศน์ ความสะดวกสบาย≠ความสุข และ ความเจริญ ≠ความสุข อย่างเช่นหมู่บ้านที่อยู่กันอย่างสงบสุขมีความสุข แต่ไม่เจริญ พอความเจริญเข้ามา ก็เริ่มมีทีวี มีรถ ยิ่งทำให้ต้องขวนขวายหาเงินมาสนองความต้องการ ถามว่าสบายขึ้นไหม ใช่ แต่ว่ามีความสุขไหม ไม่แน่ ต้องทำงานกันหนักขึ้น เป็นหนี้เป็นสิน ในที่สุดรอยยิ้มก็หายไป
ที่คล้ายๆ กันก็มีที่พระธรรมปิฎกเทศน์ไว้ พอดีไปดาวน์โหลดมาได้ ชื่อเรื่อง สุขข้างนอก สุขข้างใน ท่านเทศน์ พอสรุปความได้ว่า คนเราเดี๋ยวนี้มีความสุขกันยากขึ้น เพราะเอาความสุขไปผูกติดกับเงื่อนไขต่างๆ มากมาย เช่น ต้องมีนั่น มีนี่ ถึงมีความสุข และยิ่งทำให้ต้องไขว่คว้าหาสิ่งนอกกายมาเพื่อสร้างความสุขให้กับตัวเอง ท่านก็บอกว่าถ้าเราลดความอยาก และมีความสุขจากข้างในใจ ไม่ใช่จากสิ่งภายนอก เราก็จะมีเหลือไปแบ่งปันแจกจ่ายให้คนอื่นได้มีความสุขได้เพิ่มขึ้น

อีกอย่างที่ผมกังวลตอนที่ได้ไปเก็บข้อมูลที่ห้วยปูใหม่ก็คือ สื่อที่เข้าไปถึงชาวบ้านโดยเฉพาะที่ผ่านทางโทรทัศน์ คือ ชาวบ้านเขาเชื่อจริงๆ ตามที่โฆษณาบอก เช่น ใช้แชมพูยี่ห้อนี้แล้วจะสวยเหมือนกบสุวนันท์ ผมว่าโทรทัศน์นี่ตัวดีเลย ที่สร้างกิเลส และความอยากให้ชาวบ้าน และอาจทำลายวิถีชีวิตที่มีความสุขของเขาได้

ทำให้นึกถึงได้ถึงแนวทางพระราชดำริของในหลวงเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงว่าเป็นแนวทางที่ดีที่สุดแล้ว มีชีวิตที่มีความสุขที่ไม่ต้องหล่อเลี้ยงด้วยความทุกข์จากการแสวงหาไขว่คว้าจนเกินตัว ผมก็หวังเหมือนกันว่าจะพยายามลดเงื่อนไงของความสุขในการมีชีวิตอยู่ให้น้อยลงเหมือนกัน เพราะรู้สึกว่าพอโตขึ้นเรื่อยๆ ก็มีความสุขยากขึ้นเรื่อยๆ

(เขียนเมื่อ ๗ สิงหาคม ๒๕๔๙)

ล้อชื่อพ่อ

ได้ดูบอลโลกรอบชิงระหว่างฝรั่งเศสกับอิตาลี ซึ่งนัดนี้ผมเชียร์ฝรั่งเศสนะ
เพราะว่าอยากให้ซีดานจบชีวิตการค้าแข้งแบบสวยงาม แต่ว่าเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นประมาณนาทีที่ 110 ของการแข่งขัน ซีดานเอาหัว (โล้นๆ) ไปโหม่งที่ยอดอกของมาเตราซซี่ของอิตาลีจนลงไปกองกับพื้น และในที่สุดซีดานก็โดนใบแดงไล่ออกไป โดยฉากหลังที่เดินออกไปก็คือถ้วยบอลโลกที่อยู่บนแท่น ดูแล้วน่าเสียใจมาก และในที่สุดฝรั่งเศสก็แพ้จุดโทษไปในที่สุด

จากภาพช้าตอนที่ซีดานมีเรื่อง ก็ปรากฎว่ามีบทสนทนาสั้นระหว่างคู่กรณีทั้งสอง บางสื่อก็บอกว่ามาเตราซซี่ไปด่าแม่ของซีดาน บ้างก็ว่าเหยียดผิว ว่าเป็นพวกผู้ก่อการร้าย แต่จากที่หลายคนคาดเดาก็คิดว่าต้องเป็นคำที่รุนแรงมาก ไม่งั้นคงไม่สติแตกขาดผึงขนาดนั้น แต่ว่าถ้าถึงกับด่าแม่แล้ว คิดว่าหลายคนคงเข้าไปต่อยเหมือนกัน

ผมก็เคยต่อยกับเพื่อนตอน ม.หนึ่ง เรื่องล้อชื่อพ่อนี่แหล่ะ ตอนที่เข้า ม.หนึ่ง มาใหม่ๆ เป็นช่วงที่ต้องปรับตัวและทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ พอมาเรียนได้หลายอาทิตย์ ก็มีเพื่อนมาถามชื่อพ่อ ไอ้เราไม่รู้ทันมันก็เลยบอกมันไป อีกไม่กี่วันมันก็เอาชื่อพ่อเรามาล้อ ก็ไม่ได้ว่าอะไรแต่เจ็บใจที่ไม่รู้ชื่อพ่อมัน

ก็เลยหาทางสืบชื่อพ่อมัน โดยเข้าไปค้นที่ห้องแนะแนว เพราะมันจะมีทะเบียนประวัตินักเรียนอยู่ ปรากฎว่าคราวนี้ก็รู้ชื่อพ่อชื่อแม่กันเกือบทั้งห้อง ล้อกันสนุกไปเลย ซึ่งมันก็ไม่ได้ล้ออะไรกันมาก แค่เรียกชื่อพ่อชื่อแม่ไปมา ไม่เห็นน่าสนุกตรงไหน ไม่รู้ว่าโรงเรียนผู้หญิงล้วนจะเป็นกันอย่างนี้หรือเปล่า แต่โรงเรียนชายล้วนคาดว่าคงจะล้อกันเป็นปกติ

ตอนที่จะมีเรื่องก็มีเพื่อนคนนึงมาล้อชื่อพ่อ ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ชินแล้ว ว่างั้นเหอะ แต่เรื่องมันเกิดเพราะพอเราจะล้อชื่อพ่อมันบ้าง มันไม่ให้ล้อ อย่างนี้ก็เป็นเรื่องสิวะ ทำไมล้อชื่อพ่อกูได้ แต่กูล้อชื่อพ่อมึงไม่ได้ ก็ถึงขั้นต่อยกัน แต่ก็มีเพื่อนมาแยกๆ กันออกไป วันหลังมันก็ทำอย่างนี้อีก คราวนี้ก็เลยเอามันกลับเพราะคราวนี้ไปรู้ชื่อปู่มันมา ก็เลยเอามาล้อ ปรากฎว่าก็ต่อยกันอีกแล้ว จำได้ว่าตอนนั้นที่ห้องนั่งรถเมล์กันทั้งห้องเพราะต้องไปงานอะไรซักอย่างจำได้ว่าชกกันในรถเมล์เลย

หลังจากนั้นพอขึ้นมา ม. สูงๆ แล้วก็ยังเรียกชื่อพ่อกันอยู่แต่ก็ไม่ได้เรียกแบบล้อเลียนเหมือนตอนเด็กๆ ที่อยู่ ม.หนึ่ง แต่ว่าเรียกเป็นเสมือนชื่อตัวเองเลย เพราะจำได้ว่าตอนอยู่มัธยมไม่ค่อยเรียกชื่อเล่นกัน เรียกชื่อจริงไม่ก็ชื่อพ่อ (แม่) เพื่อนบางคนรู้จักกันมาตั้งนาน ชื่อเล่นก็ไม่รู้ ชื่อจริงก็ไม่รู้ จำได้แค่ชื่อพ่อ

ปัญหาก็มีบ้างโดยเฉพาะวันลงทะเบียนเรียน ซึ่งต้องมีผู้ปกครองมาด้วย วันนั้นก็เลยต้องกำชับกันเป็นพิเศษว่าชื่อจริงๆ ของเราชื่ออะไร แต่ก็มีหลุดๆ กันบ้างเพราะไม่ค่อยได้เรียกชื่อจริงกัน จำได้ว่าครั้งนึงแม่ไปลงทะเบียนด้วย มีเพื่อนคนนึงตะโกนเรียก แต่มันเรียกชื่อพ่อ ก็เลยต้องทำเป็นไม่รู้จัก ไม่สนใจ (คือก็มีเพื่อนหลายคนเข้าใจผิดว่าชื่อพ่อเป็นชื่อเราไปแล้ว)

เคยมีเพื่อนเล่าให้ฟังว่าโทรไปบ้านเพื่อนอีกคน แล้วพ่อมันรับ ก็เลยเรียกชื่อพ่อไป พ่อของเพื่อนคนนั้นก็เลยตอบว่า กำลังพูดอยู่ มีธุระอะไร เรียกว่าจ๋อยไปเลย พอเข้ามหาลัยไปได้ ดีใจมากที่จากนี้จะได้ไม่มีใครเรียกชื่อพ่อเราซะที แต่ว่าตอนอยู่มหาลัยก็มีเรียกชื่อพ่อกันบ้าง แต่ไม่ค่อยมาก มีประปรายตามประสาพวกไม่ค่อยโต

แต่ที่เกือบซวยเพราะเรียกชื่อพ่อเพื่อนก็มี ตอนนั้นอยู่มหาลัยแล้ว ไปดูบอลที่โรงเรียนแข่งที่สนามเทพหัสดิน ก็มีเพื่อนคนนึงเดินมา พ่อมันชื่อ "เฉลิม" เราก็ตะโกนเรียกมัน "ไอ้เหลิมๆ" ปรากฏว่าไม่ห่างนัก ก็มีรุ่นพี่สองคน มาพร้อมชายหลายคนในชุดซาฟารีกำลังยืนดูบอลอยู่ รุ่นพี่สองคนนี้ก็เป็นที่รู้จักตามหน้าหนังสือพิมพ์ เป็นที่เกรงกลัวของนักเที่ยวกลางคืนทั้งหลาย แต่ยังไงพี่เค้าก็รักโรงเรียน ไปเชียร์บอลแทบทุกครั้ง พอเห็นพี่สองคนนั้นก็ซีดไปเลย โชคดีว่าพี่สองคนและกลุ่มชายเสื้อซาฟารีไม่ได้ยิน อาจเป็นเพราะเที่ยวกลางคืนบ่อยหูเลยไม่ค่อยดี ไม่งั้นถ้าเกิดแกได้ยินแล้วคิดว่าล้อชื่อพ่อแก คงได้กองอยู่แถวนั้นแน่

(เขียนเมื่อ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๔๙)

หนังสือมือสอง

คงมีหลายคนที่ชอบการซื้อหนังสือมือสอง ผมก็เป็นคนหนึ่งเหมือนกัน ไม่เฉพาะหนังสือเรียน รวมถึงหนังสือทั่วไปด้วย ข้อดีของหนังสือมือสองก็คือ ราคาถูก คุณภาพพอรับได้ และยิ่งถ้าเป็นหนังสือที่คนซื้อจะใช้ในช่วงระยะเวลาไม่นานเช่นพวก Textbook ซื้อหนังสือมือสองก็คุ้มกว่าซื้อหนังสือใหม่มาก แม้ว่าบางทีจะเป็นเอดิชั่นเก่า แต่ว่าเนื้่อหามันก็เปลี่ยนไม่มาก (บางทีเปลี่ยนแค่คำนำ)

แต่สำหรับผมซื้อหนังสือมาแล้วไม่อยากขาย คือเป็นพวกชอบสะสม ซื้อมา อ่านแล้ว และก็ไม่คิดจะอ่านอีก ก็เก็บไว้ (เป็นความคิดที่เห็นแก่ตัวพอสมควร) เรียกว่าเป็นพวกช่างเก็บ จำได้ว่าตอนไปเรียนที่อังกฤษเรียนแค่ปีเดียว แต่ว่าตอนที่ชิปของกลับมาที่เมืองไทยมีหนังสือประมาณสามสิบสี่สิบโลได้ และก็ยังมีที่อยู่ในกระเป๋าเดินทางอีกหลายเล่ม ซื้อมาก็เดือดร้อนที่บ้านต้องหาที่เก็บอีก สามารถทำเป็นห้องสมุดย่อมๆ ได้เลย เพราะพี่ชายก็ชอบซื้อหนังสือเหมือนกัน เต็มบ้านไปหมด

พูดถึงหนังสือมือสอง ตอนอยู่ที่เมืองไทยหาซื้อไม่ค่อยได้ ถ้าไม่ได้ไปเดินตามจตุจักร เพราะไม่รู้เหมือนกันว่าในกรุงเทพที่ไหนมีที่ขายหนังสือมือสองเยอะๆ อีก แต่เวลาไปเดินซื้อมันหาหนังสือยากเหมือนกันเพราะมีไม่กี่ร้านที่มีการจัดหมวดหมู่เหมือนพวกหนังสือเรียนที่จัดเป็นวิชาๆ หนังสือท่องเที่ยว หนังสือทำอาหาร ฯลฯ แต่ถึงยังไงก็ชอบเดินดูอยู่ดี แม้ว่าไม่ได้ตั้งใจจะซื้อเล่มไหนเป็นพิเศษ เผื่อว่าจะเจอหนังสือที่ถูกใจก็จะได้ซื้อกลับบ้าน

ตอนอยู่ที่นี่ (พิตส์เบอร์ก) แถวอพาตเมนต์ก็มีร้านหนังสือมือสองอยู่สองร้านเท่าที่เห็น เคยไปเดินร้านนึง จัดดีมาก ข้างในติดแอร์ จะจัดตู้หนังสือเหมือนห้องสมุดเลย สังคมศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ธุรกิจ (มีมุมนึงเกี่ยวกับหนังสือเกย์ด้วย แสดงว่าเป็นหมวดที่มีคนสนใจเยอะเหมือนกัน) วันนั้นที่ไปเดินก็ไม่ได้ตั้งใจจะไปซื้ออะไร ก็เข้าไปดู มุมที่เข้าไปดูก่อนก็คือหนังสือหมวดสังคมศาสตร์ (เศรษฐศาสตร์) ก็เลยได้หนังสือมาสองเล่ม เล่มแรกเป็นหนังสือเกี่ยวกับ Business Cycle ของ Mitchell เล่มที่ซื้อมานี่เป็น 19th edition ปี 1966 (พิมพ์ครั้งแรกนี่ปี 1927) ซึ่งเท่าที่เรียนมาคนนี้เป็นผู้บุกเบิกการศึกษาเกี่ยวกับ Business Cycle ร่วมกับ Burns ทั้งสองคนนี้ก็เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง National Bureau of Economic Research (NBER) ซื้อมาก็ไม่ได้กะว่าจะมาอ่านแต่อย่างใด แต่ว่ามีความรู้สึกว่าอยากเก็บไว้ อีกเล่มนึงคือ Think and Grow Rich ของ Napoleon Hill ซึ่งมีคนเอามาแปลเป็นภาษาไทย ที่บ้านก็มีเล่มภาษาไทยแต่จำชื่อไม่ได้ว่าชื่ออะไร อันนี้พิมพ์ปี 1940 เก่าอีกเหมือนกัน แต่ว่าทั้งสองเล่มอยู่ในสภาพดีมาก คาดว่าเจ้าของอาจไม่ค่อยได้อ่านเหมือนกัน (ไม่รู้ว่าผ่านมากี่มือแล้ว)

พูดถึงธุรกิจร้านหนังสือเก่าแล้ว (ไม่รวมพวก Amazon นะ) อย่างเช่นในเมืองไทย (ไม่รู้ว่าธุรกิจร้านหนังสือเก่าที่นี่เป็นยังไง แต่คิดว่าคงไม่ต่างกันมาก) ถ้ามองในแง่เศรษฐศาสตร์แล้วผมว่ามันเกิดจากการมองคุณค่าที่ต่างกัน

เริ่มจาก ผู้ขายหนังสือ (ให้ซาเล้งหรือร้านหนังสือเก่า) มองคุณค่าของหนังสือที่ขายโดยอาจนำไปเทียบกับการขายกระดาษหนังสือพิมพ์อะไรประมาณนั้น คืออาจมีค่ามากกว่าหน่อยนึง (เหมือนว่ามีอยู่ก็ไม่ได้ใช้รกบ้านเปล่าๆ)

ร้านหนังสือ มองคุณค่าของหนังสือเก่าว่ามีค่ามากกว่าการประเมินเป็นเศษกระดาษมากๆ และคิดว่าคงสามารถมองดูว่าเล่มไหนที่มีค่า (สำหรับนักสะสมหรือผู้ที่ต้องการเอาไปใช้งาน)

คนซื้อ อันนี้คงมีการประเมินค่าแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล แต่ว่าพอถึงขั้นนี้แล้ว ผู้ซื้อ (ในกรณีที่ซื้อไปอ่านหรือใช้งาน) จะประเิมินค่าหนังสือเก่า ไม่ได้เปรียบเทียบกับเศษกระดาษแล้ว แต่ว่าจะประเมินค่าเทียบกับหนังสือที่ขายในร้านหนังสือ แล้วก็มีการหักส่วนลดลงมาหน่อยกับสภาพของหนังสือ สำหรับผู้ที่จะนำไปเก็บสะสมก็คงมองค่าไปอีกแบบซึ่งคิดว่าคงสูงกว่าแบบแรก แต่ว่ามุมมองคุณค่าของแต่ละคนก็จะ่ต่างกันมาก

จำได้ว่าเคยอ่านข่าวนึงในเมืองไทยที่นักวาดรูป (ไม่แน่ใจ) แกไปเดินตามตลาดนัดพวกที่ขายของเก่า ก็ไปเจอแผงที่ขายพวกกระดาษหรือหนังสือเก่าเป็นมัดๆ ไว้ แกก็ไปเจอมัดรูปกระดาษวาดเขียนเก่ามาก มีรอยมอดกินเต็มไปหมด บังเอิญแกได้ไปเจอกระดาษคำตอบวาดรูปเพื่อสอบเข้าศิลปากรของศิลปินที่มีชื่อเสียงแนวหน้าของไทยคนหนึ่ง (จำไม่ได้เหมือนกันว่าชื่ออะไร) คิดว่าคงเมื่อประมาณหลายสิบปีมาแล้ว ซึ่งก็นับเป็นการค้นพบที่มีคุณค่ามาก และคิดว่าแกคงซื้อมาในราคาไม่กี่บาท

สำหรับผมหนังสือเก่าหรือหนังสือใหม่ก็อ่านได้เหมือนกัน แต่่ว่าหนังสือเก่าบางทีมันก็มีค่าที่ว่าเราไม่สามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามร้าน เพราะไม่ได้มีพิมพ์แล้ว ซึ่งผมก็ชอบกลไกธุรกิจของร้านหนังสือเก่าตรงที่ว่า มันสามารถทำให้คุณค่าของหนังสือกลับคืนมาจากจุดที่มันแทบจะมีค่าเท่ากับเศษกระดาษหรือหนังสือพิมพ์ ให้มีค่าอย่างที่มันควรจะเป็น (จะว่าไปแล้วหนังสือพิมพ์บางฉบับมันก็น่าสะสมเหมือนกัน โดยเฉพาะฉบับในวันที่เกิดเรื่องราวสำคัญในประวัติศาสตร์ขึ้น เห็นตามจตุจักรก็มีขายเยอะแยะ)

คุณค่าของหนังสือไม่ได้อยู่ที่ว่าสภาพภายนอกมันเป็นยังไง มันอยู่ที่เนื้อหาข้างในต่างหาก เคยมีนักเขียนท่านนึงให้สัมภาษณ์ว่าเวลาซื้อหนังสือเขาจะซื้อเล่มที่มันมีตำหนิที่คนอื่นไม่เอากัน เพราะว่าถ้าไม่ซื้ออีกไม่นานหนังสือเล่มนั้นก็คงถูกส่งกลับไปสำนักพิมพ์ คงถูกเอาไปกองรวมๆ กัน อย่างไม่มีค่าอะไร (ไม่รู้ว่าที่แกพูดอย่างนั้นเพราะแกเขียนหนังสือขายหรือเปล่านะ) แต่เวลาผมไปซื้อหนังสือ ถ้าไม่ได้ซื้อไปให้ใคร ก็พยายามเลือกเล่มที่มีตำหนิเหมือนกัน แต่ต้องอ่านได้นะ หน้าไม่หาย อ่านได้ชัดเจน เพราะว่าทิ้งไว้คนอื่นก็คงเลือกแต่เล่มสวยๆ ไปหมด ทั้งที่มีคุณค่าเหมือนกัน

(เขียนเมื่อ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๔๙)

คำถามจากเด็ก ม.สอง

เมื่อหลายวันก่อนได้ไปกินอาหารจีนกับเพื่อน
เป็นร้านที่เคยไปกินหลายครั้งแล้วเหมือนกัน รสชาติใช้ได้
แต่ก็แยกไม่ออกเหมือนกันว่ามันเป็นอาหารจีนแบบไหน บางร้านก็เป็นจีนไ้ต้หวัน บางร้านก็จีนแผ่นดินใหญ่ เอาเป็นว่าร้านไหนอร่อยก็กินได้หมด

ตอนสั่งก็สั่งไปหลายอย่าง ก็เหลือจานสุดท้ายที่ว่าจะเป็นผัดผัก ก็ยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะเอาผักอะไร เจ๊คนที่คนรับออเดอร์คงจะทนไม่ไหว ก็เลยถามว่าคนไทยหรือเปล่า (ถามแบบปกตินะ ไม่ใช่ถามแบบพี่แอ๊ด คาราบาว ไม่งั้นเดี๋ยวได้กินเบียร์ช้างกันแน่) แกก็เลยบอก “ผักบุ้ง” ป่าว แกพูดไทยได้นะเนี่ย เพราะคงมีคนไทยมากินกันบ่อย เราก็เลยตกลงกันว่าเอาผักบุ้ง

พออาหารมาครบหมดก็เริ่มกิน ปรากฎว่าผัดผักบุ้งเยอะมาก สงสัยคงมีเก็บสต๊อกไว้เยอะ เพื่อนคนนึงก็เลยบอกว่ากินเยอะๆ ตาจะได้สวย เลยคุยกับพี่คนนึงที่ไปด้วย แกเป็นหมอ ก็เลยถามว่าอืมม แปลกนะผักบุ้งมีวิตะมินเอด้วย ทั้งที่มันสีเขียว เพราะเราก็เรียนมาตั้งแต่เด็กว่าวิตะมินเอมีอยู่ในผักผลไม้ที่มีสีเหลือง ซึ่งมีสารเบตาแคโรทีน

จากเรื่องผักบุ้งก็เลยนึกถึงเรื่องเก่าๆ สมัย ม.สอง เพราะเกี่ยวกับคำถามประมาณนี้เหมือนกัน
แต่พอนึกถึงเรื่องเก่าๆ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถ้าเป็นในละครก็ต้องทำเป็นสีขาวดำ สงสัยเพราะทำเป็นภาพสีมันคงจะไม่เหมือนความหลัง แปลกดี ผมก็บอกไม่ได้ว่าเวลาคิดถึุงความหลัง ความหลังมันมีสีอะไร เวลาฝันก็เหมือนกันไม่รู้ว่าความฝันมันสีอะไร ไว้วันหลังเวลานอนต้องลองตั้งใจสังเกตดูว่าความฝันมันมีสีหรือเปล่า

เรื่องมันมีอยู่ว่าในชั่วโมงวิทยาศาสตร์ คิดว่าก็คงเรียนเกี่ยวกับพวกวิตะมินอะไรประมาณนี้นี่แหละ ก็เรียนไปถึงวิตะมินเอ ซึ่งครูก็บอกว่ามันมีอยู่ในผักผลไม้ที่มีสีเหลือง
ก็มีเพื่อนคนนึงยกมือถามขึ้นมาว่า “ถ้าผักที่มันเหี่ยวแล้วมันมีสีเหลือง มันจะมีวิตะมินเอหรือเปล่า”
ปรากฎว่าได้ยินคำตอบที่ยินจากครูเป็นคำตอบที่ไม่น่าฟังเลย เพราะแกพูดประมาณว่า ถามคำถามไ้ร้สาระ
เรื่องนี้ผมจำได้แ่ม่น ซึ่งก็คิดว่าไอ้เพื่อนคนที่ถามมันอาจจำไม่ได้แล้วล่ะ

ผมคิดว่าถ้าครูไม่รู้คำตอบก็น่าจะบอกว่าให้นักเรียนลองไปหาคำตอบดู หรือครูไปหาคำตอบมาตอบให้นักเรียน เพราะผมคิดว่ามันเป็นคำถามที่น่าสนใจทีเดียว ใครจะไปรู้ว่าคลอโรฟิลล์ในผักใบเขียว พอมันเหี่ยว (แก่) มันอาจเปลี่ยนไปเป็นเบตาแคโรทีนที่อุดมไปด้วยวิตะมินเอก็ได้

คำถามบางคำถามในใจของเด็กๆ มันเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งต่างๆ ยิ่งใหญ่ที่ทำให้เกิดแนวคิดและสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญของโลก ไม่แน่ถ้าเพื่อนผมมันได้รับคำตอบดีๆ จากคำถามนั้น มันอาจอยากเป็นหมอหรือเป็นนักวิทยาศาสตร์ก็ได้ (นั่นสิมันเลยเรียนวิศวะ)

อย่างเรื่องของริชาร์ด เฟย์แมน นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล พ่อของแกเป็นคนที่สอนให้แกคิดเชิงวิทยาศาสตร์ตั้งแต่เด็ก อย่างเช่นมีเรื่องนึงที่พ่อของแกสอนเกี่ยวกับเรื่องของนกว่า ไม่ต้องไปใส่ใจมากว่านกตัวนี้มันมีชื่อว่าอะไร เพราะว่ามันก็มีชื่อเรียกต่างๆ กันไปตามภาษา แล้วแต่คนจะเรียก แต่ว่าให้สังเกตลักษณะ พฤติกรรม และชีวิตความเป็นอยู่ของมัน นั่นจึงเป็นการเีรียนรู้ที่จริง

ก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะว่าร้ายคุณครู เพราะจะดีจะร้าย ครูก็เป็นผู้มีพระคุณเสมอ แต่บางทีแกอาจไม่ได้นึกถึงว่าหน้าที่ของครูนั้นมันยิ่งใหญ่เพียงใด ในการปลูกความคิดและแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ แต่มันก็ให้บทเรียนสำหรับผมว่าถ้าได้มีโอกาสได้ตอบคำถามของเด็กๆ คงจะต้องตอบอย่างรอบคอบและตอบให้ดีที่สุดเพราะว่ามันอาจเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งที่ต่อเติมความฝันและสร้างจินตนาการให้กับเด็กๆ ก็ได้

(เขียนเมื่อ ๔ มิถุนายน ๒๕๔๙)

ภาษาไทย สำคัญนะ

ตั้งแต่เด็กก็นึกสงสัยมาตลอดว่าทำไมต้องเรียนภาษาไทยด้วย
เรียนกันตั้งแต่อนุบาลจนถึง ม.ปลาย
โดยเฉพาะข้อสอบที่ให้เลือกว่าคำใดสะกดไม่ถูกต้อง ต้องเจอข้อสอบอย่างนี้ตั้งแต่สอบเข้า ม.1 จนสอบเข้ามหาลัย จำได้ว่าต้องท่องคำในสมุดเล่มเล็กๆ ที่ราชบัณฑิตยสถานพิมพ์ ไม่รู้ว่าตอนนี้เลิกพิมพ์ไปหรือยัง ถ้าจำไม่ผิดชื่อหนังสือว่า “อ่านอย่างไร เขียนอย่างไร”

จนเรียนจบปริญญาตรีก็ไม่ได้นึกว่าการใช้ภาษาไทยมันจะสำคัญขนาดไหน แค่เวลาพูดเวลาเขียนก็เอาให้มันสุภาพ ให้มันอ่านและฟังได้รู้เรื่องก็พอแล้ว
แต่หารู้ไม่ว่าการที่เราพูดอ่านเขียนอย่างที่เป็นอยู่ มันเกิดจากการเพาะบ่มมาตั้งแต่เด็กโดยที่เราไม่รู้ตัว แต่ว่าเรื่องลายมือผมก็ไม่รู้ว่าตอนเด็กคุณครูสอนผมยังไง ลายมือมันถึงไม่สวย อ่านไม่ค่อยออก จำได้ว่าตอนอยู่ ม.2 ลายมือแย่มากจนอาจารย์ประจำชั้นซึ่งสอนภาษาไทยด้วย เอาสมุดคัดลายมือ ที่ให้เขียนคำตามเส้นประแบบที่เด็กประถมกับอนุบาลใช้กัน มาให้คัดส่ง รู้สึกว่าทั้งห้องเจอกันอยู่สองคนอายเพื่อนมากๆ
....
จนจวบจนทำงานผมจึงรู้ว่าการใช้ภาษาไทยนี้มันสำคัญมากโดยเฉพาะข้าราชการ
ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมราชการถึงให้ความสำคัญกับการใช้ภาษา การเขียนมากขนาดนั้น ผมคิดว่าก็คงเป็นเพราะการสืบทอดมาแต่สมัยโบราณ
แรกๆ ก็รำคาญเหมือนกันกับระเบียบพวกนั้น แต่พอสัมผัสมันไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกว่ามันมีเสน่ห์ ของมันและมันก็เป็นสิ่งที่คนรุ่นก่อนได้ส่งต่อมาให้ เรียกว่ามันก็เป็นทรัพย์สินทางปัญญาชิ้นหนึ่งของประเทศเราก็ว่าได้ แม้ว่าศัพท์แปลกๆ ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะกับวัยรุ่น หรือหนังสือพิมพ์ มันจะแสดงถึงวิวัฒนาการของภาษาที่บ่งชี้ว่าภาษานั้นยังมีชีวิตอยู่ แต่ว่าเราก็ควรรักษาสิ่งที่เป็นแก่นสำคัญของภาษาของเราเอาไว้

การใช้คำในจดหมายราชการเรียกได้ว่ามีการกำหนดไว้ว่าคำไหนใช้กับกรณีไหน มีเป็นคู่มือเลยที่ กพ. จัดพิมพ์ เรียกว่าข้าราชการทุกคนที่เข้าใหม่ต้องได้รับการอบรมการเขียนหนังสือราชการ ผมก็เรียน แต่จำได้มั่งจำไม่ได้มั่ง ที่เป็นความรู้ใหม่ ก็อย่างเช่นทำหนังสือถึงรัฐมนตรีใช้คำว่า “เรียน ...” ถ้าเป็นนายกรัฐมนตรีต้องใช้คำว่า “กราบเรียน...”
คนที่ไม่ใช่ข้าราชการที่อ่านหนังสือราชการอาจนึกว่าทำไมใช้ภาษาได้ลิเกอย่างนี้

สำหรับผมมีประโยคที่ประทับใจมากที่หัวหน้าชอบเขียนในจดหมาย คือ “จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา หากเห็นชอบด้วยดำริขอได้โปรด....” อ่านแล้วประทับใจมาก อีกประโยคนึงที่ชอบก็คือ “จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา หากได้ผลประการใดขอได้โปรดแจ้งให้ทราบในโอกาสแรกด้วย จักขอบคุณยิ่ง” (อันนี้ ความหมายคือ ช่วยพิจารณาให้เร็วๆหน่อยและแจ้งให้ทราบด้วยแบบสุภาพมากๆ ในกรณีที่ไม่ได้กำหนดวันว่าจะต้องการผลภายในวันไหน)
ตอนแรกที่ทำงานก็คิดว่าเราคงไม่จำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องพวกนี้เท่าไหร่ เพราะว่างานเราคงเป็นงานวิชาการไม่ใช่งานสารบรรณ (สารบรรณ-งานเกี่ยวกับหนังสือหรือจดหมาย เป็นภาษาราชการ เหมือนกัน J )
แต่ว่าพอทำงานไปแล้วมันเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเรียนรู้ เคยมีพี่ที่เคยทำงานด้วยกันเล่าให้ฟังว่า คนที่รับราชการที่ก้าวหน้าได้เร็วประเภทหนึ่งคือ คนที่จับประเด็นได้ดี และร่างหนังสือได้เก่ง
....
การเขียนให้ถูกต้องมีความสำคัญสำหรับหนังสือราชการมาก ทำให้ผมหายสงสัยว่าที่ทำงานที่เคยทำงานทั้งสองที่ต้องมีพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานไว้ในตู้หนังสือทั้งสองที่ และคิดว่าหน่วยราชการทุกแห่งก็คงต้องมีพจนานุกรมติดเอาไว้
ปกติเวลาที่ร่างหนังสือไปจะมีคนดูหลายขั้นตอนมาก เรียกว่าหัวหน้าทุกสายงานต้องดูหมด จะมีการแก้ไขไปตามขั้นตอน เรียกว่าไม่ค่อยมีหลุดเท่าไหร่ และตรงด่านสุดท้ายก่อนที่ผู้บังคับบัญชาจะเซ็น ก็คือ ต้องผ่านหน้าห้อง

คนที่เป็นหน้าห้องจะเป็นคนที่ละเอียดมากๆๆๆ และรู้ระเบียบอย่างละเอียด เคยร่างจดหมายส่งไปให้ผู้ใหญ่ลงนาม เรียกว่าก่อนถึงมือคนลงนาม ผ่านไปแล้วประมาณ สี่ห้าคน แต่ว่าไปจอดตรงหน้าห้องผู้ใหญ่เพราะพิมพ์ไม้เอกตกไปตัวนึง เรียกว่าหน้าห้องนี่จะเป็นคนที่ละเอียดมาก ต้องอ่านทุกคำ ส่วนเราที่เป็นคนทำหนังสือ มักอ่านไม่ละเอียดเท่า เพราะว่าเป็นคนร่างเอง ไม่คิดว่ามันจะผิด เรียกได้ว่าหนังสือกว่าจะผ่านไปถึงผู้ใหญ่ โดยเฉพาะระดับใหญ่มากๆ ผมว่าผ่านไม่ต่ำกว่าห้าหกคน

ฉะนั้นสำหรับคนที่คาดหวังว่าหนังสือราชการจะรวดเร็วก็ต้องเข้าใจนะครับว่ามันมีหลายขั้นตอน
ไม่ใช่ว่าผมจะเห็นด้วยกับการที่ต้องมีหลายขั้นตอน แต่ว่าสำหรับหน่วยราชการแล้ว มันต่างจากบริษัทเอกชนเพราะว่าสำหรับราชการถ้ามีการออกหนังสืออะไรที่ผิดพลาดออกไปแล้วมันจะเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก คงต้องกำหนดให้เหมาะสมระหว่างความคล่องตัวกับคุณภาพและความถูกต้องให้ดี

....
ว่าถึงการสะกดสำคัญมากครับ บางคำผมสะกดมาผิดตลอดทั้งชีวิต มารู้ก็ตอนรับราชการ เช่น คำว่าประสบการณ์ ผมสะกดเป็น ประสพการณ์มาตลอดเลย และที่สำคัญที่สุดที่ต้องสะกดให้ถูกคือ .... ชื่อคน โดยเฉพาะชื่อเจ้านายครับ เคยทำ powerpoint ให้ปลัดกระทรวงไปบรรยาย ปรากฎว่าที่หน้าแรกสะกดนามสกุลท่านผิด พอดีวันนั้นมีน้องที่ทำงานไปจัดการกดสไลด์ให้แทน แล้วน้องกลับมาบอกว่า ท่านปลัดฯฝากบอกว่าสะกดนามสกุลท่านผิด จ๋อยไปเลย คิดว่าแป้กแน่กู สะกดชื่อนายผิด ยังดีที่ท่านใจดีไม่ได้ติดใจเอาความ แต่ก็ต้องระวังเพราะว่าเราคงไม่ได้เจอนายใจดีแบบนี้ตลอด เพราะผู้ใหญ่บางท่านก็ถือกับเรื่องพวกนี้มาก ต้องระวังอย่างแรง ไม่งั้นได้แป้กจริงๆ แน่

อีกเรื่องที่สำคัญก็คือ วัน เวลา ในจดหมายที่นัดหมายหรือเชิญประชุม เคยมีน้องคนนึงที่ทำงาน ทำจดหมายเชิญประชุม แต่ใส่วันที่ผิด ปรากฎว่าวันประชุมมีประธานกับฝ่ายเลขามาประชุม แต่ไม่มีผู้เข้าร่วมประชุมจากหน่วยงานอื่นเลย เรียกว่าเป็นความผิดพลาดที่หนักหนาเอาการ

เคยมีพิมพ์จดหมายผิดเหมือนกันครับ พิมพ์ คำว่า “เปิด” เป็น “ ปิด” ปรากฎว่าความหมายผิดไปเป็นตรงกันข้าม โชคดีที่สังเกตเห็นก่อนที่จะส่งให้ผู้ใหญ่เซ็นต์ ไม่งั้นเป็นเรื่องแน่ๆ

มีเรื่องนึงที่เป็นเรื่องที่จะมีการเล่าให้ฟังตลอดเวลา ไปอบรมเกี่ยวกับการเขียนหนังสือราชการก็ คือ มีจดหมายฉบับนึงที่คนพิมพ์ พิมพ์ผิด แล้วก็มีผู้ใหญ่เซ็นต์ออกไป โดยมีคำที่ผิดเป็นคำที่สะกด ด้วย “ค.ควาย” แต่คนพิมพ์ พิมพ์เป็น “ด.เด็ก” กลายเป็นคำที่สื่อความหมายในทางทะลึ่งโดยปริยาย

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ

ขอแสดงความนับถือ

(เขียนเมื่อ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๔๙)

ทฤษฎี

พอพูดถึงทฤษฎี เราก็มักจะนึกถึงเรื่องที่เป็นเชิงวิชาการอะไรเทือกนั้น
ซึ่งมันก็คงจะจริง แต่สำหรับผม ทฤษฎีมันเป็นคำๆ นึงที่ใช้บ่งบอกถึงความคิดและความเชื่อของแต่ละคนต่อเรื่องราวต่างๆ

ผมว่าคนเราแต่ละคนก็มีทฤษฎีของแต่ละคน และมันได้รับอิทธิพลอย่างสูงจากประสบการณ์และสิ่งที่เราเรียนรู้

ผมก็ลองคิดดูอยู่หลายๆ ครั้งว่าทำไมบางทีคนเราเถียงกันจะเป็นจะตายกับเรื่องๆ นึง หรือมันจะเป็นไปได้่ว่าเรื่องบางเรื่องหรือบางคำถาม มีคำตอบหลายคำตอบที่ถูกเหมือนกัน ซึ่งผมก็ยังหาคำตอบไม่ได้
แต่สิ่งหนึ่งที่บอกได้ก็คือ ทฤษฎี ที่แต่ละคนยึดติดมันเป็นกรอบ หรือกรงที่ขังเราไว้ และชักนำให้เราคิดไปตามแบบแผนของทฤษฎีที่ตั้งเอาไว้

เมื่อหลายสัปดาห์ก่อนได้คุยกับอาจารย์ เรื่อง เกี่ยวกับที่จะทำวิจัย (ต้องส่งงานหนึ่งชิ้นช่วงซัมเมอร์) ผมก็พยายามที่จะเสนอไอเดียเกี่ยวกับงานวิจัย คือ ก็ได้เคยเสนออาจารย์ไปหลายครั้งแล้ว แต่อาจารย์ก็ให้กลับไปคิดมาใหม่โดยดูจากโมเดลที่เป็นพื้นฐานที่สุดก่อน ไอ้เราก็พอได้อ่านงานวิจัยหลายๆชิ้น ก็ไอเดียบรรเจิด พยายามสร้างโมเดลจากทฤษฎีหรือ Tools ที่เรียน ก็เสนอไปสองสามครั้ง แต่ละครั้งใช้เครื่องมือ หรือทฤษฎีต่างกัน จนพอได้คุยกันอีกทีอาจารย์แกก็ยกปัญหาง่ายๆ ขึ้นมา... ผมตอบไม่ได้

ก็กลับบ้านมาคิด คิดไปคิดมา ก็ได้รู้ว่าเรานี่มันอ่อนหัดจริงๆ ยังไม่เข้าใจพื้นฐานของปัญหา ก็พยายามเอาทฤษฎีหรือเครื่องมือ มาจับยัดเข้าไปให้มันอธิบายให้ได้ ก็เลยเมล์ไปบอกอาจารย์ว่าเข้าใจในสิ่งที่แกพยายามจะบอก และก็ขอโทษที่ทำให้เสียเวลาไปหลายๆ ครั้ง แกก็ตอบมาว่า เป็นเรื่องธรรมดา เพราะมีตัวอย่างที่เห็นทั่วไป อาจารย์บางคนก็ยังมีความคิดผิดๆ อย่างนี้ และแำกก็ยกประโยคหนึ่งขึ้นมาว่า “For 5 years old boy with a hammer, the world looks like a nail.”

ผมอ่านแล้วก็เข้าใจทันที มันก็เหมือนคนเรา พอเรายึดติดหรือเชื่อมั่นกับแนวคิดใดแนวคิดหนึ่ง พอมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ก็มักเอาทฤษฎีของตัวเองมาอธิบายและคิดว่านี่แหละคือคำตอบ จำได้ว่าเคยอ่านหนังสือของคุณประภาส ชลศรานนท์ ผมก็จำได้ไม่ชัดเจนเท่าไหร่ เรื่อง มันมีอยู่ว่า มีคนเขียนจดหมายมาถามว่าทำไมหนังสือส่วนใหญ่ ถัดจากหน้าปกต้องเป็นกระดาษเปล่า ผมก็จำเนื้อหาของเรื่องไม่ได้เหมือนกัน

แต่ก็ลองคิดดูเล่นๆ ว่า ถ้าเราเอาคำถามนี้ไปถามหลายๆ คนก็คงไ้ด้คำตอบต่างกัน เช่น ถ้าถามนักเศรษฐศาสตร์ก็อาจบอกว่าเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับหนังสือ แต่ถ้าถามนักเศรษฐศาสตร์อีกคนก็อาจตอบว่าเป็นการเพิ่มต้นทุนโดยใช่เหตุ มีกระดาษเปล่าหรือไม่มีก็ขายราคาเท่าเดิมได้ ถ้าลองไปถามนักการตลาดก็อาจบอกว่า มีการทำวิจัยมาแล้วว่านักอ่านส่วนใหญ่เห็นว่าควรมีหน้าเปล่าเราก็เลยต้องมีเพื่อเอาใจลูกค้า ถ้าถามเด็ก ป.สาม ก็อาจบอกว่าเอาไว้เขียนชื่อ ไม่งั้นเพื่อนขโมย หรือถ้าถามนักสิ่งแวดล้อมก็อาจบอกว่า มันมีแล้วดูดีนะ แต่คุณรู้หรือเปล่าว่าต้นไม้ต้องหมดไปกี่ต้นกับการที่คุณเพิ่มกระดาษเข้าไปอีกแผ่น หรือถ้าถามผมก็อาจตอบแบบเท่ห์ๆ ว่า เอาไว้ทำใจให้ว่างก่อนเปิดหน้าต่อไป เพื่อจะไ้ด้ซึมซับเนื้อหาในหนังสือได้เต็มที่

มันก็นานาจิตตังนะ แต่ว่า คนที่คิดเอากระดาษเปล่าไว้หลังจากปกหนังสือคนแรก ก็คงมีเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่ง หรืออาจไม่มีเหตุผลเลยก็ได้ อาทิเช่นกระดาษมันเหลือก็เลยใส่เข้าไป แต่คนเราเมื่อมองอะไรบางอย่างก็มักจะเข้าข้างตัวเอง เข้าข้างอัตตาของตัวเอง จนบางที่เราอาจไม่สามารถมองปัญหานั้นอย่างทะลุปรุโปร่งได้ และที่สำคัญเวลาเรามองอะไรด้วยทฤษฎีมากเกินไป เราก็ใช้งาน “ใจ” ของเราน้อยลงไปมากเท่านั้น

ก็รู้ึสึกเหมือนกันเวลาพยายามเอาเหตุผลไปจับ เรื่องราวต่างๆ และก็คิดว่าเหตุผลนั้นมันอธิบายเรื่องราวนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ต้องเป็นคำตอบที่ถูกต้องแ่น่ แต่บางทีพอรู้สึกตัวก็รู้สึกว่่ามันขัดกับ “ใจ” เราเหลือเกิน

ว่าแล้วก็ยกประโยคจากหนังที่ซื้อมานานแล้ว แต่พึ่งได้ดูเมื่อกี้ เรื่อง “Infinity” เรื่องของริชาร์ด เฟยน์แมน นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล ที่ภรรยาของเขาเป็นโรคและมีชีวิตอยู่ได้เพียงแค่เจ็ดปีหลังจากแต่งงานกัน อันที่จริงเขารู้มาก่อนแต่งงานแล้วว่าภรรยาจะอยู่ได้อีกไม่นาน แต่เขาก็ตัดสินใจแต่ง หลังจากที่ภรรยาเสียชีวิต น้องสาวก็ถามประมาณว่าไม่เสียใจเหรอที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันไม่นาน เฟยน์แมนก็ตอบอย่างนักฟิสิกส์ว่ามันเป็นแค่เรื่องของปริมาณ (Quantity) ที่ต่างกันเท่านั้น คือแทนที่เขากับภรรยาจะอยู่ด้วยกันห้าสิบปี กลับได้อยู่ด้วยกันแค่เจ็ดปี แต่ว่าเขากับภรรยาก็มีช่วงเวลาที่ดี ที่มีความสุขด้วยกัน ซึ่งนั่นคือสิ่งที่สำคัญมากกว่าปริมาณของเวลาที่ใช้ร่วมกัน

อ่านแล้วงงเนอะเริ่มต้นด้วยทฤษฎี จนมาจบลงท้ายด้วย “หัวใจ”

(เขียนเมื่อ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๙)

ศรัทธา หรือ งมงาย

เมื่อไม่กี่วันมานี้ได้อ่านข่าวหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับกรณีที่มีประชาชนจำนวนมากเีีบียดเสียดเยียดยัดกันเพื่อจับจอง (เช่า) วัตถุมงคลที่ำกำลังได้รับการนับถือในวงกว้างอยู่ในขณะนี้ แต่ว่าก็เป็นที่น่าเสียใจว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย

เหตุการณ์ดังกล่าวก็ทำให้ผมสะท้อนใจถึงอะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับสังคมไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะคำถามที่ว่าอะไรกันแน่ที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจของคนไทย (บางกลุ่มซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นสัดส่วนที่มากขนาดไหน) เรื่องความเชื่อความศรัทธาต่อพลังเหนือธรรมชาิติเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนไทยมานาน และเป็นเหมือนวิถีชีวิตสำหรับคนไทยไปแล้ว

สำหรับเรื่องบางอย่างผมก็ยังคงหาคำอธิบายไม่ได้ และผมก็คิดว่าไม่มีใครถูกหรือผิดที่่จะเชื่อ หรือไม่เชื่อ และก็เช่นกัน ไม่มีใครโง่หรือฉลาดที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อ สำหรับผมเองก็ยอมรับว่ามีความศรัทธากับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบางแง่มุม ซึ่งจะอธิบายต่อไปว่ามีสาเหตุเนื่องจากอะไร และผมก็เป็นคนหนึ่งที่บนบานศาลกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้ได้ผลสำเร็จบางอย่างที่ต้องการ นับตั้งแต่ตอนสอบเข้า ม.1 สอบเข้ามหาลัย หรืออย่างเร็วๆ นี้ก็คือสอบ Qualify

ทำไมผมถึงบนบานเพื่อขอสิ่งที่ต้องการ อย่างแรกที่ผมอยากอธิบาย คือ ผมคิดว่าโลกนี้มีสิ่งสองสิ่งที่เราควรแยกแยะให้ออก คือ สิ่งที่เราควบคุมได้ และสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ สำหรับการสอบสิ่งที่เราควบคุมได้ คือ การอ่านหนังสือ การตั้งสติ มีสมาธิในการสอบ ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการที่จะสอบผ่านหรือไม่ผ่าน ไม่มีคนไหนที่จะสอบผ่านได้หรือเรียนจบได้โดยไม่อ่านหนังสือหรือทำงาน

แล้วทำไมผมถึงบนบานล่ะในเมื่อผมรู้ว่าปัจจัยหลักที่ทำให้สอบผ่านหรือไม่ผ่านอยู่ที่ตัวของเราเอง แต่อย่างไรก็ตามมันก็ยังมีสิ่งที่ผมควบคุมไม่ได้ หรืออยู่ในความควบคุมของคนอื่น หรือธรรมชาิติ หรือกล่าวง่่ายๆ ก็ คือ เหตุการณ์ไม่คาดฝัน ซึ่งเราก็คงเคยได้ยินคำกล่าวประมาณว่าโชคไม่ดี เช่นว่าไปสอบไม่ได้เพราะฝนตกน้ำท่วม ฟ้าผ่า รถติดมหากาฬจากอุบัิติเหตุ

แน่นอนเมื่อสิ่งเหล่านั้นผมควบคุมไม่ได้ ผมซึ่งอาจจิตใจไม่เข้มแข็งพอจึงต้องหาที่พึ่งทางใจจากผลของปัจจัยภายนอกดังกล่าว เพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผมเคารพนับถือช่วยให้สิ่งต่างๆ ผ่านไปได้ด้วยดี แต่อย่างไรก็ตามผมไม่สามารถรู้ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง แต่ว่าหากทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ไม่มีอุปสรรคที่เหนือจากการควบคุมเข้ามา ผมก็รู้สึกสำนึกบุญคุณกับสิ่งที่เกิดขึ้น และทำตามที่บนบานศาลกล่าวไว้ สำหรับผมแล้วเชื่อว่าการบนบานศาลกล่าวไม่ได้มีผลเสียแต่อย่างใด ตราบใดที่เราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด และสามารถตัดความกังวลจากเรื่องที่เราไม่สามารถควบคุมได้เพื่อให้ใจของเราสงบ

ประเด็นที่สำคัญที่สุดก็คือว่า เราจะแยกแยะได้อย่างไรว่าเรื่องไหนอยู่นอกหนือการควบคุมของเรา เท่าที่ำจำได้จากการอ่านหนังสือเรื่อง “วิธีชนะทุกข์และสร้างสุข” ของเดลล์ คาร์เนกี มีบทหนึ่งซึ่งกล่าวถึงบุคคลท่านหนึ่งที่มีหลักในการใช้ชีวิตอย่างไร้ความกังวลอยู่สามข้อ คือ หนึ่ง ให้ข้าพเจ้าทำสิ่งที่สามารถทำไ้ด้ให้ดีทีุ่สุด สอง ขอให้ข้าพเจ้าไม่กังวลต่อสิ่งที่อยู่เหนือความควบคุมของข้าพเจ้า และข้อสาม คือ ขอให้ข้าพเจ้ามีความฉลาดเพียงพอที่จะแยกแยะทั้งสองสิ่งนี้ออกจากกัน ถ้าบนบานแล้วให้ผลทางด้านจิตวิทยาที่ดีแล้วก็ทำไปเถอะ แต่อย่าลืมทำหน้าที่ที่ต้องทำให้ดีที่สุดก็แล้วกัน

สำหรับปัญหาที่ผมสังเกตเห็นได้จากคนไทยบางกลุ่มก็ คือ การไม่แยกแยะและไม่พยายามทำหน้าที่ของตนเองในสิ่งที่ควบคุมได้ให้ดีที่สุด เช่น การบ้าหวย งมงายไม่ตั้งใจทำงาน ทำเสน่ห์ (ซึ่งหลายรายก็เสร็จหมอทำเสน่ห์ ซึ่งพิสูจนได้ว่าได้ผลจริงๆ เพราะหมอทำเสน่ห์ยังห้ามใจไม่อยู่) เห็นได้จากหน้าหนังสือพิมพ์ โดยเฉพาะไทยรัฐ นอกจากนั้นก็ยังมีเรื่องเกี่ยวกับการบูชาสิ่งประหลาดต่างๆ

สำหรับผมแล้วการที่มีบางคนกล่าวว่าชาวบ้านพวกนี้โง่ ไร้การศึกษานั้น เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง มันอยู่ที่ลักษณะสังคมที่เราอยู่ ชาวบ้านที่อยู่ในสังคมชนบทมักมีความเชื่อเรื่องสิ่งเหนือธรรมชาติ ซึ่งอาจโดนคนที่อยู่ในสังคมเมืองดูถูก แต่ถ้าผมจะยกตัวอย่างนักวิทยาศาสตร์ที่เชื่อเรื่องยูเอฟโอ เนสซี หรือบิกฟุิต จะเรียกว่างมงายหรือเปล่า การเสพย์ติดหรือความเชื่อของคนต่างระดับสังคมนั้นมันก็ต่างกันไป ต่างคนก็เสพย์ติดกันไปคนละสิ่ง คนละรูปแบบ

แล้วจะโทษใครดี สำหรับผมคิดว่ากลุ่มคนที่น่าจะรับผิดชอบก็คือ กระทรวงศึกษา รวมถึงวัดและโรงเรียน กระทรวงวิทยาศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข ถ้ากลุ่มผู้รับผิดชอบต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้ให้ข้อมูลที่เพียงพอต่อประชาชนในชุมชน แล้วเขาจะเอาอะไรมาเป็นข้อมูลในการตัดสินใจที่จะเชื่อหรือไม่่เชื่อในสิ่งต่างๆ ผมคิดว่าคนเราถ้าได้รับข้อมูลเพียงพอก็น่าจะตัดสินใจอะไรได้สมเหตุผลขึ้น

สำหรับผมแล้วการนับถือหรือศรัทธาต่อสิ่งเหนือธรรมชาติของคนไทย ก็มีแง่บวกหลายประการ แต่ต้องมีเงื่อนไขว่า ทุกคนทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด ศึกษาและทำตามหลักธรรมคำสอนของศาสนา (ที่แท้จริง) ซึ่งถ้าทั้งสองข้อเป็นจริง (โดยเฉพาะข้อสองเพราะว่าถ้ารู้ชัดว่าศาสนาพุทธสอนอะไรปัญหาพวกนี้คงไม่เกิด) ก็ไม่มีอะไรที่ต้องเป็นห่วง และแม้จะไม่เข้าใจศาสนาพุทธอย่างแท้จริง โดยเฉพาะคนที่แขวนพระแต่ไม่สนใจพระธรรม ถ้าการแขวนพระทำเพื่อเตือนใจไม่ให้ทำความชั่ว ไม่ประมาท ผมว่าทุกคนก็คงได้รับแต่สิ่งดีๆ แน่นอน หรือแม้ไม่แขวนแต่มีพระมีธรรมะอยู่ในใจ ไปที่ไหนก็คงแคล้วคลาด บางทีกุศโลบายเรื่องความเชื่อนี้อาจทำเพื่อให้ทุกคนเกรงกลัวต่อการทำชั่ว มีสติ เมื่อคิดดีก็ย่อมมีกำลังใจที่ดี แต่ว่าบางคนก็ไปยึดติดกับกุศโลบายทั้งที่มันเป็นเปลือก ไ่ม่ใช่แก่น

บางคนก็อาจถามว่าเราสวดมนต์ไปเพื่ออะไร สวดไปใครจะได้ยิน ผมก็ไม่อาจทราบได้ แต่จากประสบการณ์ก็คือ การสวดมนต์ทำให้ใจสงบ เมื่อใจสงบก็ย่อมจะแก้ัปัญหาหรือคิดอะไรได้กระจ่างขึ้น และก็เคยอ่านเจอในพันทิปซึ่งมีคนเขียนตอบกระทู้ในเชิงประชดประชันว่าหน้ากระทรวงวิทย์ฯ ยังมีศาลพระภูมิ ผมก็ไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องเสียหาย โดยเฉพาะถ้าการมีอยู่ของศาลพระภูมิอาจทำให้คนที่นั่นที่คิดจะทำไม่ดีมีความยับยั้งชั่งใจที่ไม่ทำสิ่งชั่วหรือตั้งใจทำงาน ผมก็คิดว่ามันเพียงพอที่จะทำให้ผมยกมือไหว้ท่่านอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจแล้ว

ผมคิดว่าจะเชื่ออะไรก็เชื่อไปเถอะถ้าไม่ทำให้ตัวเอง ครอบครัว และคนอื่นเดือดร้อน ศรัทธาแต่อย่างมงาย ศึกษาธรรมะให้ดีว่าสอนอะไรบ้าง และที่สำคัญถ้าเชื่อในเครื่องรางของขลังก็ควรจะเป็นคนดีด้วย เพราะสำหรับผมไม่น่าจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนที่คุ้มครองคนชั่ว ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ศาสนาพุทธสอนไว้อย่างชัดเจน

(เขียนเมื่อ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๐)

ความเจริญ

เวลาอายุมากขึ้น คนเราก็มักจะสังเกตเห็นอะไรที่มันเปลี่ยนแปลงไปในช่วงชีวิตเราได้อย่างชัดเจนขึ้น ทั้งที่เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป และที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ อย่างเช่น หลานที่เราเคยเห็นตั้งแต่มันยังอายุไม่กีเดือน ตอนนี้มันก็โตจนเลียตูดหมาไม่ถึง เอ้ยไม่ใช่ หมาเลียตูดไม่ถึง

หลายคนคงจะเคยได้ยินเกี่ยวกับตลาดดอนหวาย แต่คิดว่าส่วนใหญ่ก็อาจจะได้ยินมาไม่นานนี้ ไม่เกินสี่ห้าปี
สำหรับผม ผมรู้จักตลาดดอนหวาย ตั้งแต่ที่จำความได้ ก็ประมาณยี่สิบกว่าปีได้แล้วมั้ง (แก่แล้วอ่ะ) เพราะว่าอี๊ (พี่สาวของแม่) เปิดร้านโชวห่วยอยู่ที่นั่น) ปีนึงก็ไปเยี่ยมประมาณสี่ห้าครั้ง แต่พอโตขึ้นก็เหลือปีละสองสามครั้ง ไม่ค่อยได้ว่างไปเท่าไหร่

ตลาดดอนหวายก็เหมือนกับตลาดสมัยก่อนทั่วๆ ไป ก็คือมันก็ไม่ถือว่าคึกคัก แต่ก็มีร้านค้าเปิดอยู่หลายร้านพอสมควร ร้านขายของกินก็มีบ้าง เช่น ร้านขายขนมไทย ร้านกาแฟ (ซึ่งเวลาไปเยี่ยมป้าก็จะสั่งโอเลี้ยงกินประจำ เรียกได้ว่าเป็นกาแฟโบราณจริงๆ) ร้านขายเป็ดพะโล้ ร้านขายพวกขนมหวานของจีน พวกขนมเปี๊ยะ เปลือกส้มโอหวาน ร้านขายผัก นอกนั้นก็เป็นพวกร้านโชวห่วย และก็มีบางบ้านที่ไม่ได้ขายของก็เป็นบ้านอยู่อาศัยปกติ

ระหว่างทางไปตลาดดอนหวายก็เป็นถนนเล็กๆ (ปัจจุบันก็ยังเล็กอยู่แต่ปริมาณรถเยอะขึ้น) ตามทางก็จะเป็นสวนส้มโอ ถ้าขับลึกเข้าไปอีกหน่อยก็จะไปถึงวัดไร่ขิงได้

แต่ก่อนตลาดดอนหวายเงียบมากๆ คนก็ไม่ค่อยมีเยอะ การค้าการขายก็จะมีเฉพาะของคนในละแวกเดียวกัน ถ้าจะมีขาจรมาบ้างก็มาซื้อเป็ดพะโล้เพราะก็มีชื่อมานานแล้ว ที่สำคัญเวลาไปเยี่ยมอี๊ก็จะชอบไปเกาะหน้าต่างและก็ดูแม่น้ำท่าจีน เพราะบ้านอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน เวลาเอาข้าวสวยไปโยนลงน้ำก็จะมีปลาขึ้นมากินเต็มไปหมด โดยเฉพาะปลาแขยง ซึ่งหน้าตาเหมือนปลาดุก อากาศดี น้ำก็ใส และก็เย็นตลอดทั้งปี แต่บางปีก็มีน้ำท่วมบ้าง

แต่พอมาสี่ห้าปีให้หลังตลาดดอนหวายก็เปลี่ยนไปมาก คาดว่าตั้งแต่มีรายการทีวีนำไปออก มีละครมาถ่าย ทำให้คนรู้จักมากขึ้น และที่สำคัญมันอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพ ทำให้คนในกรุงเทพมาเที่ยวมากขึ้น พอคนเริ่มมาเที่ยวมากขึ้้น ก็เริ่มมีของต่างๆ มาขายมากขึ้น ทั้งจากของคนในละแวกนั้นเอง และคนจากที่อื่น

ตอนแรกที่เห็นความเปลี่ยนแปลง ก็ตกใจมาก เพราะไปตอนเสาร์อาทิตย์ รถติดยาวเป็นแพ ที่จอดรถก็รถเต็มแน่นไปหมด ทางที่จะเดินเข้าไปบ้านอี๊ก็เต็มไปด้วยร้านค้า และคนเบียดเสียดกันเต็มไปหมด

ตอนนี้ทุกพื้นที่ว่างเป็นเงินเป็นทองไปหมด เรียกว่ามีที่่ว่างตรงไหนก็ตั้งร้านขายของกันไปหมด มีของขายสารพัด โดยเฉพาะของกิน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นของกินจากที่อื่นไม่ค่่อยมีที่เป็นของในละแวกนั้นเท่าไหร่ มีของที่่ดังอยู่แล้วก็คือเป็ดพะโล้ ซึ่งตอนนี้ก็มีหลายเจ้า เรียกว่าอยากกินอะไรก็มีหมด

ตอนนี้ถ้าจะเรียกว่าตลาดโบราณมันก็คงจะไม่ได้แล้วเพราะมีของขายสารพัด แผ่น mp3 VCD DVD ก็มีขายเต็มไปหมด มีบริการล่องเรือชมแม่น้ำำท่าจีน มีร้านอาหารเต็มไปหมด เรียกว่าเหมือนเป็นตลาดนัดที่มาตั้งอยู่ในตลาดโบราณมากกว่า

ถ้าให้ถามว่าชอบไหม มันก็ดี ของกินเยอะดี และอย่างน้อยก็เป็นการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับทั้งคนในละแวกนั้น และคนอื่นที่มาเปิดร้าน แต่เสน่ห์ของความเป็นตลาดเก่า ความงามอย่างเย็นๆ สงบๆ ก็หมดไปด้วย ถ้าจะให้ดีควรไปวันธรรมดา จะดูสบายๆ มากกว่า ของขายไม่เยอะ คนไม่เยอะเท่าไหร่ ถ้าไปวันเสาร์อาทิตย์ ก็เหมือนไปแย่งกันกินแย่งกันขายยังไงไม่รู้

มันก็เป็นเรื่องปกติของการพัฒนา ที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง ไ้ด้อย่างหนึ่งก็เสียอย่างหนึ่ง แต่ผมไม่่รู้ว่าการพัฒนาแบบที่เห็นๆ มันจะยั่งยืนหรือไม่ เหมือนที่เราเห็นจากสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งในเมืองไทย ทั้งที่ตอนแรกเสนห์ที่ดึงดูดให้คนไปเที่ยว มันคือความเงียบสงบ ความสวยงามของธรรมชาติ ความแปลกตาของวิถีชีวิต แบบโบราณที่เราไม่ได้ให้ในชีวิตประจำวัน แต่ว่าพอความเจริญเข้าไปเยอะ ความสงบก็หาย ความสวยงามก็แปรเปลี่ยนไป วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมก็ถูกเปลี่ยนโดยไม่รู้ตัว

อันที่จริงควรจะมีการช่วยกันกำหนดทิศทางในการพัฒนา ทั้งจากส่วนกลางและชุมชนช่วยกันพัฒนาให้มีความยั่งยืน ไม่ใช่ว่าเมื่อมีโอกาสในการสร้างกำไรก็ต่างพากันใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่อย่างไม่คำนึงถึงผลระยะยาว

ถ้าจะให้เปรียบตลาดดอนหวายกับผู้หญิง ผมว่าแต่ก่อนเธอก็เป็นผู้หญิงที่มีเสนห์ เงียบๆ เย็นๆ แต่สามารถเข้าใจ และเข้าถึงได้อย่างไม่ยากเย็น แม้จะไม่มีคนมาสนใจแต่ก็มีคุณค่าในตัวเอง แต่ว่าปัจจุบันนี้ผมว่าเธอแต่งหน้าหนาขึ้นจนไม่รู้ว่าหน้าตาที่แท้จริงเป็นยังไง หน้าตาอาจสวยเด่นขึ้น มีคนมาสนใจมากขึ้น แต่ก็ใจร้อนขึ้น และเสแสร้งมากขึ้น จนคนอื่นไม่รู้ว่านิสัยที่แท้จริงของเธอเป็นอย่างไร และที่สำคัญเธออาจลืมไปว่าเสน่ห์ของเธอแบบที่เธอเป็นคืออะไร

ถ้าถามผมว่าชอบเธอในแบบไหนมากกว่ากัน คงตอบได้อย่างไม่ต้องคิดว่า ชอบเธอที่เป็นเธอ แบบไม่ต้องแต่งแต้มอะไรมากกว่า

(เขียนเมื่อ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๔๙)