Thursday, February 12, 2009

Mechanism Design

ปล. บทความนี้เขียนไ้ว้ตอนกุุมภาพันธ์ ปี 2549 ในอีก Blog นึง ซึ่งตอนนี้ถูกทิ้งร้างไปแล้ว พอดีวันนี้ได้อ่านข่าวรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปีนี้มอบให้กับผู้ริ่ิเริ่มและพัฒนาทฤษฎี Mechanism Design คือ Leonid Hurwicz, Eric Maskin และ Roger Myerson ก็เลยนึกถึงบทความนี้ขึ้นมา

คนที่ผมจำได้คือ Eric Maskin เพราะว่าอาจารย์บอกว่าเขาได้พิสูจน์ Nash Implementation โดยเป็น Conference paper มาตั้งแต่ 1977 แต่กว่าจะได้ตีพิมพ์ลง Journal ก็เมื่อปี 1999 โดยพวกเปเปอร์ที่ Comment ทฤษฎีของเขาได้ตีพิมพ์ไปหลายฉบับแล้วก่อนหน้าที่เปเปอร์ของเขาจะได้ตีพิมพ์

วิชานี้เป็นวิชาที่ยากมากสำหรับผม ซึ่งตอนนี้ก็เกือบลืมไปหมดแล้วด้วย แต่ว่า Intuition ของวิชานี้มันก็น่าสนใจดี ซึ่งจะว่าไปก็มีส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับจิตวิทยาพฤติกรรมมนุษย์อยู่มาก

-------------------------------------
เทอมที่แล้วได้เรียนเกี่ยวกับเรื่อง Mechanism Design (Implementation Theory) เรียนรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจดีตรงที่ว่า Mechanism Design เป็นกลไกที่ทำให้แต่ละ Agent ซึ่งโดยสัญชาติญาณแล้วจะทำตามผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลัก ให้ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อสังคม เหมือนเป็นกลไกการสร้างแรงจูงใจ (Incentive Compatible) ให้เอเจนต์ทุกคนทำตามนิสัยที่เห็นแก่ตัว แต่ท้ายที่สุดผลรวมเป็นประโยชน์ต่อสังคม

ยกตัวอย่างเช่นถ้าเป็น Dominant Strategy Implementation ซึ่งกลไกง่ายๆ แล้วก็คือว่า มันเกิดปัญหา Imperfect Information ขึ้นและ Central Planner ต้องการที่จะรู้ลักษณะ (type) ของเอเจนต์ แต่ละคนเพื่อนำข้อมูลมากำหนดนโยบายหรือทำโครงการ ซึ่งโดยปกติแล้วเอเจนต์แต่ละคนก็มักจะไม่ยอมบอกว่า type ของตัวเองเป็นยังไง Central Planner ก็เลยใช้วิธีที่ว่า "Tell me your type and I will play the best response strategy for your type." ซึ่งเอเจนต์เมื่อได้รู้อย่างนี้แล้วก็ต้องบอกความจริงต่อ Central Planner เพราะว่าถ้าบอก type เป็นอย่างอื่นแล้ว ผลที่ได้ก็จะไม่ใช่ Best response ที่ให้ความพอใจกับเขามากที่สุด ด้วย Mechanism ดังกล่าวทำให้ Central planner สามารถ optimize และบรรลุผลที่เป็น First Best and Pareto Optimal ได้ ซึ่ง Dominant strategy Implementation เป็นกลไกที่ซับซ้อนน้อยที่สุด ยังมีรูปแบบอื่นอีก เช่น Nash Implementation, Undominated Nash Implementation ฯลฯ

ก็คงจะดี ถ้าใช้ Mechanism Design ได้กับทุกๆ เรื่อง ที่เป็นปัญหาสังคมได้ แต่ว่ากลไกก็คงจะซับซ้อนมาก ไม่เรียบง่ายเหมือนแบบจำลองที่สร้างขึ้นมากตัวอย่างง่ายๆ ที่เคยอ่านเจอจาก Moore (1992) ก็คือเรื่องราวในไบเบิลเกี่ยวกับ คิงโซโลมอนที่ต้องตัดสินคดีความ เรื่องมีอยู่ว่ามีหญิงสองคนมาหาคิงโซโลมอน โดยหญิงทั้งสองต่างอ้างสิทธิ์ว่าตนเองต่างเป็นแม่ของเด็กทารกคนหนึ่ง จึงต้องการให้คิงโซโลมอนช่วยตัดสินให้ คิงโซโลมอนก็เลยบอกว่าถ้าตัดสินใจไม่ได้ก็ให้ผ่าเด็กคนนั้นออกเป็นสองซีก แม่ที่แท้จริงของเด็กจึงบอกว่าไม่ต้องการเด็กคนนั้นแล้วหญิงอีกคนต่างหากที่เป็นแม่ของเด็ก คิงโซโลมอนจึงรู้ได้ว่าหญิงคนนั้นเป็นแม่ที่แท้จริงของเด็กเพราะว่ารักเด็กคนนั้นมากโดยตัวเองไม่ได้ลูกดีกว่าที่จะให้ลูกตาย (อย่างไรก็ตามผู้เขียนก็บอกว่าหากหญิงที่ไม่ใช่แม่ของเด็กทำตามแม่ตัวจริงทุกอย่างคิงโซโลมอนจะทำอย่างไร ซึ่งสถานการณ์นี้จะโยงไปถึง mechanism design ที่ซับซ้อนขึ้นอีกขั้นนึง (Equilibrium Refinement))

อีกตัวอย่างนึงก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับโรมันโบราณ เรื่องมีอยู่ว่า มีเมืองนึงในสมัยโรมันโบราณ ซึ่งมีธรรมเนียมว่าในปีแต่ละปีจะมีการแสดงมโหรสพและการจัดเลี้ยงอย่างใหญ่โตเพื่อเลี้ยงคนทั้งเมือง โดยผู้ที่จะออกค่าใช้จ่ายคือคนที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองนั้น ปัญหาก็มีอยู่ว่าใครจะยอมบอกว่าตัวเองรวยที่สุดล่ะ (ก็ต้องจ่ายเงินสิ เขาว่ากันว่ายิ่งรวยก็ยิ่งงก ยิ่งรวยก็ยิ่งโกง ใครว่ารวยแล้วไม่โกงอย่าไปเชื่อ) เจ้าเมืองก็ต้องไปหาคนที่รวยที่สุดมาจ่าย ซึ่งมันก็ไม่ยากเพราะในเมืองก็มีคนที่รวยๆ อยู่ไม่กี่คน สมมุติว่ามี prime suspects อยู่สองคน ให้ชื่อว่า Bill กับ Bush ซึ่งโดยแท้จริงแล้ว Bill รวยกว่า Bush และทั้งสองคนต่างก็รู้ข้อมูลนั้นดี แต่ว่าเจ้าเมืองไม่รู้ ในคืนงานจัดเลี้ยงดังกล่าว เจ้าเมืองก็บอกว่างานในวันนี้จะมีคนจ่ายคือ Bill (เจ้าเมืองสุ่มขึ้นมาเฉยๆ) Bill เมื่อได้ยินดังกล่าวแล้วด้วยสัญชาติญาณของมนุษย์ที่ว่ายังไงกูก็ไม่จ่าย ก็เลยบอกว่า "ข้าไม่ใช่คนที่รวยที่สุดหรอก เจ้า Bush ต่างหากที่รวยที่สุด" Bush เมื่อได้ยินดังกล่าวแล้วก็คิดว่าแม่งก็รวยจะแย่อยู่แล้ว แค่จ่ายเงินแค่นี้ทำเป็นงก ถ้าจะให้จ่ายข้าก็จ่ายให้ได้ แต่อยากดัดสันดานเศรษฐีขี้เหนียวซะหน่อย (ว่าแล้ว Bush ก็คิดถึงหลักการของ Mechanism Design) Bush จึงกล่าวว่า "ให้ข้าจ่ายงานนี้ก็ได้ แต่ปีหน้าข้าไม่อยากเป็นคนที่รวยที่สุดแล้ว ข้าจึงขอแลกทรัพย์สมบัติที่มีทั้งหมดกับ Bill เพื่อที่ Bill จะได้เป็นคนที่รวยที่สุดในเมืองนี้แทนข้า ซึ่งก็หวังว่าเจ้าเมืองและชาวเมืองทุกคนคงเข้าใจในความใจกว้างของข้านะ" ... คงเดาออกนะว่าตกลงในงานนั้นใครต้องเป็นคนจ่าย

(เขียนเมื่อ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๐)

Try new things!!!

วิชาเศรษฐศาสตร์แบ่งลักษณะของบุคคลทางด้านทัศนคติเกี่ยวกับความเสี่ยงไว้ 3 ประเภท คือ รักความเสี่ยง (Risk lover), กลัวความเสี่ยง (Risk averse) และไม่ยินดิยินร้ายกับความเสี่ยง (Risk neutral) บุคคลทั้งสามประเภทนี้ก็จะมีลักษณะการตัดสินใจทางด้านเศรษฐศาสตร์ที่ต่างกัน เนื่องจาก อรรถประโยชน์ (utility) ของคนแต่ละคนต่างกันไป

เกริ่นมาตั้งนานก็แค่อยากจะบอกว่าจากการวิเคราะห์ตัวเองดูแล้ว ผมก็คงอยู่ในประเภทที่เรียกว่าเป็นพวกกลัวความเสี่ยง (Risk averse) ซึ่งก็เป็นลักษณะบุคคลนิยมใช้ในการตั้งสมมุติฐานในการวิเคราะห์แบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ ที่พอจะบอกได้ว่าตัวเองเป็นพวกที่กลัวความเสี่ยงนั้น เนื่องจากว่า เป็นคนที่ไม่ชอบลองของใหม่ๆ เท่าไหร่ ไม่ค่อยกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงไปในแนวทางที่ตัวเองไม่มั่นใจ
วันก่อนก็คุยกับเพื่อนในออฟฟิส ซึ่งก็เรียนเศรษฐศาสตร์อยู่ปีเดียวกัน เพื่อนเป็นคนตุรกี พอดีที่คุยกันเกี่ยวกับเรื่องชีส มันก็บอกว่ามีชีสหลายแบบ แล้วมันก็โชว์ชีสที่แช่ในตู้เย็นที่เป็นของตุรกี แล้วมันก็บอกว่ารสคล้ายๆ กับ Feta Cheese ของกรีซ ผมก็เลยบอกว่าไม่รู้จักหรอก เวลาไปซื้อของที่ซุปเปอร์ก็ซื้อชีสอยู่ไม่กีแบบ ไม่ค่อยได้ลองอย่างอื่นเท่าไหร่ ....

มันก็เลยเลคเชอร์เป็นแนวเศรษฐศาสตร์ให้ฟังว่า ผมเนี่ยควรจะลองของแบบใหม่ๆ ดูบ้าง(You should try new things) โดยยกตัวอย่างว่า การที่ผมทานชีสแบบเดิมๆ เนี่ยให้อรรถประโยชน์กับผม 1 หน่วย ถ้าผมลองทานชีสแบบใหม่เนี่ยผลออกมาอาจเป็นสองรูปแบบคือ ด้วยความน่าจะเป็น 0.5 ผมจะได้อรรถประโยชน์ 2 หน่วย ส่วนความน่าจะเป็นอีกครึ่งหนึ่งได้อรรถประโยชน์ 0 หน่วย ซึ่งผมควรจะลองเปลี่ยนดูเพราะว่าโดยเฉลี่ยแล้วได้อรรถประโยชน์เท่ากัน และที่สำคัญชีสเนี่ย ไม่ใช่สินค้าคงทน (Durable goods) ถ้าลองแล้วไม่ชอบครั้งหน้าก็ลองอย่างอื่น หรือกลับไปกินแบบเดิม ที่สำคัญการที่ไม่กล้าลองอะไรใหม่ๆ เนี่ยทำให้เราเสียเวลาไปกับของที่เราอาจไม่ได้ชอบมากๆ ก็ได้เพียงแค่เพราะเราไม่กล้าลองอย่างอื่น (ของบางอย่างพอลองแล้วก็เปลี่ยนลำบาก หรือต้นทุนในการเปลียนสูง ก็ต้องคิดดีๆ)

วิชาเศรษฐศาสตร์ก็มีแนวทางการวิเคราะห์การตัดสินใจภายใต้ความเสี่ยง หรือควาไม่แน่นอน (Uncertainty) ที่สำคัญอยู่รูปแบบหนึ่งก็คือ Dynamic programming ซึ่งใช้ในการประเมินอรรถประโยชน์ของบุคคลตั้งแต่ ณ เวลาปัจจุบันจนถึง Infinity ซึ่งเป็นข้อสมมุติที่ใช้กันทั่วไปแม้มันจะไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงก็ตาม

หลักการก็คือว่า เรามีตัวแปรที่ใช้ในการตัดสินใจ (Decision variable) เช่น ลงทุนหรือไม่ลงทุน เรียนต่อหรือไม่เรียน และก็มีการกำหนดรูปแบบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต (State space) เช่น เศรษฐกิจดีและเศรฐกิจไม่ดี ฝนตกและฝนไม่ตก ซึ่งผลประโยชน์จากการตัดสินใจของเราก็จะขึ้นอยู่กับ state ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย เช่น ถ้าตัดสินใจลงทุนแล้วเศรษฐกิจเกิดตกต่ำขึ้นมา เราก็อาจขาดทุนได้

เราก็ต้องมีการกำหนดว่าจะให้มี scenario อะไรเกิดขึ้นบ้างในอนาคต ด้วยความน่าจะเป็นเท่าไหร่ และความน่าจะเป็นขึ้นอยู่กับ state ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าอย่างไร เช่น ถ้าในปีแรกเศรษฐกิจไม่ดี ความน่าจะเป็นที่ปีที่สองเศรษฐกิจไม่ดีจะเป็นเท่าไหร่ และปีที่สาม ต่อๆ กันไปเรื่อยๆ แต่ส่วนใหญแล้วเพื่อความไม่ซับซ้อนก็จะมีการตั้งข้อสมมุติไว้ว่า ให้ความน่าจะเป็นของปีต่อไปขึ้นกับปีปัจจุบันเพียงปีเดียว ไม่ต้องย้อนไปหลายปี
ด้วยกระบวนการคิดดังกล่าวก็ช่วยให้บุคคลสามารถตัดสินใจได้ว่าควรเลือกตัวแปรใดเพื่อให้ตนเองได้ประโยชน์ (ตลอดชีพ) สูงสุด อย่างไรก็ตามในชีวิตจริงเราไม่สามารถจะรู้อย่างที่แบบจำลองกำหนดไว้ได้ ตัวแปรต่างๆ มีมากมาย การวางแบบระยะยาวก็มีความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นสูง การวางแผนสมัยใหม่ ก็มีการใช้ Scenario Planning เพื่อใช้กำหนดทางเลือก ที่เหมาะที่สุดกับสถานการณ์ที่จะเกิดในอนาคต
แต่อย่างไรก็ตามเรามักจะได้ยินหลายๆ คนพูดว่า ถ้า... คงดีกว่านี้เยอะ รู้อย่างนี้ทำ...อย่างนี้ดีกว่า ถ้าตอนนั้นเลือก...คงไม่เป็นอย่างนี้ ซึ่งเป็นคำพูดที่ผมคิดว่ามันไม่มีประโยชน์อะไรเลย เพราะมันเทียบกันไม่ได้ เพราะว่าการตัดสินใจของเราอาจมีผลทำให้ State space มันเปลี่ยนไปก็ได้ (ซึ่งในการทำแบบจำลองจะให้ State space เป็นอิสระไม่ขึ้นกับตัวแปรที่เราเลือก)

สมมุตินะ สมมุติว่า มีการแปรรูปหน่วยงานแห่งหนึ่ง แล้วปรากฎว่า ทุกอย่างแย่ลงไปหมด บริการก็ไม่ดีขึ้น ... ซักพักไม่กีวันก็จะมีพวกนักวิเคราะห์ (ที่ส่วนใหญ่ทำเป็นแต่การวิจารณ์) ก็จะบอกว่า “เห็นรึเปล่าผมเคยบอกแล้วว่าการแปรรูปมันไม่ดี (อาจบอกกับคนสวนที่บ้านก็ได้) เป็นไงล่ะ แปรรูปแล้วทุกอย่างแย่ลง” ... แต่ก็อาจมีอีกส่วนที่ออกมาพูดว่า “นี่ถ้าไม่แปรรูปมันจะแย่กว่านี้อีกนะ ดีที่ตัดสินใจแปรรูปไปก่อน” ที่ทั้งสองคนนี้พูดอาจถูกหรือผิดก็ได้ แต่ว่าไมมีใครที่จะย้อนอดีตแล้วกลับไปแก้การตัดสินใจได้ ยกเว้นแต่ว่าจะต้องมีการตัดสินใจในเรื่องที่คล้ายๆ กันเกิดขึ้นอีกเราก็อาจนำข้อมูลที่มีการวิจารณ์นี้มาใช้ประกอบการตัดสินใจได้
ตัวอย่างที่ยกขึ้นมาก็เพียงแค่อยากบอกว่าการตัดสินใจบางอย่างไปแล้ว มันย้อนกลับมาไม่ได้ (Irreversible) การวิเคราะห์ก่อนการตัดสินใจจึงมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะในเรื่องที่มีผลกับคนส่วนใหญ่ การกลัวความเสี่ยงก็เป็นนิสัยหนึ่งที่ทำให้เราคิดให้รอบคอบ แต่ว่าการที่ไม่กล้าตัดสินใจลองอะไรใหม่ๆ มันก็ทำให้เราเสียโอกาสดีๆ ไปเหมือนกัน

ปล. สัปดาห์นี้ก็ได้มีการลองอะไรใหม่ๆ เหมือนกัน คือ ได้ลองวิ่งในสวนสาธารณะหลังโรงเรียนซึ่งเป็นเนินเขา เพราะมาคิดดูแล้วว่าการวิ่งในยิม เมื่อไหร่ก็วิ่งได้ แต่ว่าตอนนี้อากาศดีๆ ขอวิ่งข้างนอกเพื่อรับแสงแดดหน่อยแล้วกัน ไว้หนาวๆ ค่อยกลับไปวิ่งในยิม แต่ปรากฏว่าการวิ่งขึ้นเนินเขามันทรมานมาก กลับมาบ้านปวดขาอย่างหนัก มันเหนื่อยกว่าวิ่งบน Belt หลายเท่าเลย

(เขียนเมื่อ ๕ กันยายน ๒๕๕๐)

Structural model สำคัญอย่างไรในการสร้างแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (๗ ก.ย. ๕๐) ได้ไปฟังสัมมนาช่วงเวลาอาหารเที่ยงที่ Engineering and Public Policy Department โดยหัวข้อที่มีวิทยากรมาพูดเป็นเรื่องเกี่ยวกับ Hubbert’s Peak ซึ่งเป็นแนวคิดที่ว่าด้วยการถึงจุดสูงสุดของการผลิตทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วหมดไป (Depletable resource) เพราะว่าทรัพยากรเหล่านี้มีปริมาณสำรอง (Reserve) อยู่ในปริมาณที่จำกัด เมื่อเราผลิตและนำทรัพยากรต่างๆ เหล่านี้มาใช้เมื่อถึงจุดสูงสุดแล้ว อัตราการผลิตจะค่อยๆ ลดต่ำลงเรื่อยๆ

วิทยากรที่มาพูดก็นำเสนอผลการศึกที่จากข้อมูลในอดีตย้อนหลังไปหลายสิบปี โดยใช้เครื่องมือทางสถิติมาใช้ในการพยากรณ์ว่าทรัพยากรต่างๆ เช่น น้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ จะถูกใช้หมดไปในปีใด ซึ่งผลการศึกษาก็คาดว่าประมาณปี 2080 เราจะใช้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติไปถึง 90% ของปริมาณสำรองที่มีอยู่ ซึ่งก็หมายความว่าเมื่อถึงตอนนั้นแล้วโลกจะมีทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลือให้ใช้เพียงแค่ 10% ของที่มีอยู่ทั้งหมด

ซึ่งในช่วงปิดท้ายของการนำเสนอ วิทยากรก็พูดถึงเรื่องทางเลือกของพลังงานชนิดอื่นเพื่อใช้แทนพลังงานฟอสซิล และ scenario ต่างๆ เกี่ยวกับปริมาณคาร์บอนในออกไซด์ในบรรยากาศโลก

หลังจากที่ฟังจบผมก็มีความรู้สึกว่าการศึกษาดังกล่าวมัน “ไม่ถูกต้อง” ซึ่งอันนี้ผมก็ไม่ได้พูดออกไปแต่ว่ารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เนื่องจากกว่าการนำข้อมูลทางสถิติย้อนหลัง (Historical data) มาพิจารณาและใช้การประมาณการทางสถิติเพื่อทึ่จะ Fit ข้อมูลเหล่านั้นกับรูปแบบการกระจายทางสถิติ (Distribution) แล้วนำรูปแบบการกระจายนั้นไปพยากรณ์ผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มันไม่ใช่วิธีที่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างที่เกิดขึ้นในระบบ (Structural change) นอกจากนั้นข้อมูลการผลิตดังกล่าวมันเป็นข้อมูลจากตัวแปรที่เป็น Endogenous variable ซึ่งหมายความว่าเป็นตัวแปรที่ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรอื่นๆ

เพื่อง่ายต่อความเข้าใจ ขอยกตัวอย่างข้อมูลเรื่องถ่านหินในอังกฤษที่วิทยากรได้ยกมาพูด ซึ่งได้นำเสนอว่าการผลิตถ่านหินในอังกฤษได้ลดลงเรื่อยๆ หลังจากจุดสูงสุดในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ซึ่งจริงๆ แล้วปัจจัยหลักการลดลงดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการที่ทรัพยากรถ่านหินลดน้อยลง แต่เนื่องจากว่าก๊าซธรรมชาติได้มีบทบาทเพิ่มขึ้นในการผลิตไฟฟ้าหลังจากที่ได้มีการคิดค้นกังหันก๊าซพลังงานความร้อนร่วม (Combined Cycle Gas Turbine: CCGT) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงและสะอาด ทำให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในอังกฤษเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในขณะที่โรงไฟฟ้าถ่านหินก็ถูกปลดระวางลงไปเรื่อยๆ ทำให้ความต้องการถ่านหินลดลง จะเห็นได้ว่าได้เกิด Structural change จากการพัฒนาเทคโนโลยีทำให้เกิดสินค้าที่ทดแทนกัน (Substitute goods) ขึ้นมาแข่งขันกับถ่านหิน

ในเรื่องของทรัพยากรธรรมชาตินั้น เทคโนโลยี ราคา และสินค้าทดแทนกันมีบทบาทอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องการสำรวจและผลิตทรัพยากรด้านพลังงาน เมื่อมีเทคโนโลยีที่ดีขึ้น เราสามารถผลิตได้มากขึ้นจากทรัพยากรที่มีอยู่ เช่น เทคโนโลยีการสำรวจแบบ 3D Seismic ที่ทำให้ความแม่นยำในการสำรวจมีมากขึ้น

อีกปัจจัยที่สำคัญที่สุดก็คือ ราคา เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น ผลที่เกิดขึ้นมีสองทาง คือ หนึ่ง มีการผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีมากขึ้นจากแรงจูงใจด้านราคา (ผลิตเพิ่ม) และ สอง มีการพัฒนาเทคโนโลยีและการผลิตสินค้าทดแทนกันเพิ่มมากขึ้น (ผลิตลดลง) ยกตัวอย่างเช่น ถ้าในกรณีของน้ำมัน เราก็มีการใช้ เอทานอล ไบโอดีเซล หรือก๊าซเอ็นจีวี เพื่อทดแทนน้ำมันที่ราคาสูงขึ้น

วกกลับมาที่ผลการศึกษาที่นำเสนอ จากการศึกษาดังกล่าวที่ใช้ข้อมูลในอดีตมาพยากรณ์อนาคตนั้น ผู้บรรยายไม่ได้คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างการผลิตและการใช้ทรัพยากร สมมุติว่าถ้าข้อมูลที่ผู้บรรยายใช้มาถึงปี 2005 ก็เท่ากับว่าการพยากรณ์ไปในอนาคต มีการตั้งข้อสมมุติว่า โครงสร้างตลาด โครงสร้างราคา รสนิยมผู้บริโภค กฎระเบียบ เทคโนโลยี และสินค้าทดแทนกัน ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งหากเป็นการพยากรณ์ไปในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ก็อาจไม่มีความคลาดเคลื่อนมากนัก แต่หากว่าพยากรณ์ไปล่วงหน้าหลายสิบปี ผลการพยากรณ์อาจไม่น่าเชื่อถือเท่าไรนัก เพราะในช่วงสิบหรือยี่สิบปี เทคโนโลยีสามารถพัฒนาได้อย่างมีนัยสำคัญ ที่จะส่งผลต่อการใช้พลังงานของโลกได้ รวมถึงปัจจัยด้านราคาที่จะส่งผลให้โครงสร้างทางการผลิตและการใช้พลังงานเปลี่ยนแปลงไป

ซึ่งแนวทางการศึกษาของผู้บรรยายใช้แนวคิดทางสถิติแต่เพียงอย่างเดียว (Purely Statistical method) ซึ่งมีความแตกต่างแนวทางด้านเศรษฐมิติ (Econometric) ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการสร้างแบบจำลองที่สามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของระบบได้ ในรูปแบบของ Structural model

ในอดีตเมื่อสามสิบกว่าปีก่อนนักเศรษฐศาสตร์ไม่ได้มีการใช้ Structural model อย่างกว้างขวางเหมือนดังเช่นปัจจุบัน จนกระทั่ง Robert Lucas นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ได้เสนอแนวความคิดที่เปลี่ยนแปลงแนวทางการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์มหภาคแบบพลวัตรอย่างขนานใหญ่ แนวคิดดังกล่าวคือ “Lucas Critique” (Lucas ได้พัฒนาแนวคิดดังกล่าวขณะที่เป็นอาจารย์อยู่ที่ Carnegie Institute of Technology, ปัจจุบันคือ Carnegie Mellon University ซึ่งทั้ง CMU และ University of Chicago ต่างก็นับ Lucas ว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์โนเบลในมหาวิทยาลัยของตน เพราะว่าหลังจาก Lucas ออกจาก CMU ก็ไปสอนที่ U of Chicago)

Lucas ได้วิจารณ์ว่าการประเมินผลจากนโยบายทางเศรษฐกิจที่จะนำมาใช้ โดยใช้ข้อมูลในอดีต (Historical data) มาพิจารณา โดยใช้คุณสมบัติทางสถิติของข้อมูลดังกล่าว มาสร้างแบบจำลอง (Reduced form econometric model) เพื่ออธิบายผลของนโยบายใหม่นั้น เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายทำให้กรอบโครงสร้างของเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป การประเมินพฤติกรรมที่จะเกิดขึ้นในกรอบนโยบายใหม่ โดยใช้ข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นจากการตัดสินใจในกรอบนโยบายเก่านั้น จึงไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ดังนั้นต้องมีการสร้างแบบจำลองการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างและพฤติกรรมขึ้นมาด้วย ซึ่งนำไปสู่การสร้างแบบจำลองทางโครงสร้าง หรือ Structural model

ซึ่งทฤษฎีพื้นฐานทางด้านเศรษฐมิติได้กล่าวไว้ว่าถ้าหากเรา Run regression บนตัวแปรที่แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นตัวแปรภายนอก (Exogenous variable) หากแต่เป็นตัวแปรภายใน (Endogenous variable) แล้ว ผลการประมาณค่าออกมาจะไม่ถูกต้อง (Biased and inconsistent) และไม่สามารถนำไปใช้ในการพยากรณ์หรือวิเคราะห์ความสัมพันธ์ได้ การสร้างแบบจำลองโดยละเลย Structural change ก็ให้ผลลัพธ์เสมือนกับการ Run regression กับ Endogenous variable นั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม: Lucas, Robert (1976). "Econometric Policy Evaluation: A Critique." Carnegie-Rochester Conference Series on Public Policy

(เขียนเมื่อ ๘ กันยายน ๒๕๕๐)

ปลากัดที่พิตส์เบอร์ก

เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้วไปเดินที่ Waterfront ซึ่งเป็นแหล่งรวมร้านค้าที่นี่ จริงๆ ก็ไม่ได้กะไปซื้อของกินหรือเสื้อผ้าเหมือนที่เคย เพราะคราวนี้กะไปเดินร้านขายอุปกรณ์สัตว์เลี้ยง PETCO ซึ่งก็ไม่เคยเข้าไปเิดินเลย เพราะที่ผ่านมาไม่ได้เลี้ยงสัตว์อะไร แต่เมื่อเดือนที่ผ่านมา ขอปลาทองพร้อมตู้และอุปกรณ์ต่างๆ จากเพื่อนคนนึงที่เรียนจบแล้วต้องกลับเมืองไทย ก็เลยขอรับปลาทองมาเลี้ยง

จริงๆ แล้วตลอดชีวิตที่ผ่านมาเลี้ยงปลามาหลายสิบปีแล้ว ตั้งแต่ตอนอยู่ ป.ห้า ป.หก ซึ่งเลี้ยงพวกปลาหางนกยูง ปลาสอด คือเน้นพวกปลาที่เลี้ยงง่ายๆ พอขึ้น ม.หนึ่ง ก็เริ่มเลี้ยงปลากัด เพราะจำได้ว่าวิชาวิทยาศาสตร์มีใ้ห้เลี้ยงปลากัด

การเลี้ยงปลากัดนี่ยุ่งยากกว่าปลาหางนกยูงหน่อยนึงก็คือว่า มันต้องกินอาหารสด ที่มีชีวิต พวกลูกน้ำ หรือไรทะเล (ตัวแดงๆ ยาวประมาณเซนต์นึง) ตอนอยู่ ม.หนึ่ง จำไ้ด้ว่าหลังเลิกเรียน อย่างน้องหนึ่งวันในสัปดาห์ต้องไปเดินที่สะพานเหล็ก (ซึ่งแต่ก่อนมีร้านขายปลาหลายร้านเหมือนกัน) และก็ที่วงเวียนใหญ่แถวถนนลาดหญ้า ฝั่งตรงข้ามเซนทรัลลาดหญ้า ถ้าเดินเข้าไปในซอยก็จะมีร้านขายปลาหลายร้านเป็นแถบๆ ตอนนี้ไม่รู้ว่าจะยังมีอยู่หรือเปล่า

หลักๆ ที่ไปเดินก็คือซื้ออาหารปลากัดนี่แหละ พวกไรทะเล ไม่ได้ซื้อลูกน้ำเพราะไม่อยากโดนยุงกัดมากไปกว่านี้ บางทีก็ไปซื้อปลาไปเพิ่มบ้าง ปลากัดเป็นปลาที่สวยจริงๆ ทั้งสีสัดและรูปร่าง ตอนนั้นที่เลี้ยงก็เลี้ยงพวกปลากัดหม้อ หรือปลากัดไทยและก็ปลากัดจีน ปลากัดหม้อจะมีครีบและหางที่สั้นกว่าปลากัดจีน แต่จะดุกว่ามาก เรียกว่าปลากัดนี่เป็นปลานักสู้จริงๆ

ตอนเลี้ยงก็ไม่ได้เอามากัดกัน ส่วนมากก็เลี้ยงไว้ดู และก็ผสมพันธุ์ ซึ่งการเพาะปลากัดนี่ยากมากเคยเพาะจนเป็นตัวเล็ก แต่ว่าไม่เคยรอดออกมาเป็นตัวใหญ่ๆ เลย และถ้าจะเลี้ยงปลากัดให้สีสวยต้องเลี้ยงในขวดที่แ่ช่ด้วยใบหูกวาง ซึ่งน้ำมันจะออกสีเหมือนน้ำชา นอกจากนี้น้ำแช่ใบหูกวางยังช่วยรักษาบาดแผลของปลากัดได้ด้วย สีที่ผมชอบก็คือ สีแดง และก็สีน้ำเงินแกมเขียว ที่ดูแล้วมันสง่างามดี

กลับมาถึงปัจจุบันที่ไปเดินที่ PETCO ก็กะว่าจะไปซื้อยาปรับสภาพน้ำและก็สายยางที่เอาไว้สูบน้ำ ก็พบว่าในร้านนี่มีขายปลาหลายประเภทมากๆ ซึ่งผมไม่คิดว่าจะมีปลาขายด้วย ทั้งพวกปลาทอง ปลาคาร์ฟ และปลาอื่นๆ ที่ไม่ค่อยคุ้นหน้า แต่ที่ทำให้ผมสะดุดตาและทำให้ผมตกใจก็คือ มีปลากัดขายด้วย เรียกภาษาอังกฤษว่า Betta

ปลากัดที่เห็นก็มีปลากัดจีนหลายหลากสี แต่ที่น่าตกใจก็คือ แต่ละตัวเหมือนไม่มีวิญญาณของนักสู้อยู่เลย ปกติขวดปลากัดจะต้องมีแผ่นกระดาษกั้นระหว่างขวด ไม่ให้ปลามันเห็นหน้ากัน ไม่่งั้นมันจะแผ่ครีบ และบางทีก็จะว่าชนขวดจนปากเป็นแผล

แต่ปลากันที่ขายที่นี่ก็ใส่ในกระป๋องพลาสติกใสๆ ปลาแต่ละตัวมันดูหงอยมาก แม้จะไม่มีกระดาษกั้น มันก็ไม่มีความกระเี้หี้ยนกระหือที่ชะแผ่ครีบขู่กัน ครีบแต่ละตัวก็ลู่ตกไม่มีชีวิตชีวาเลย ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขานำเข้ามาจากไหน คิดว่าคนที่นี่ก็คงกะไว้เลี้ยงเพื่อความสวยงาม ปลากัดที่ีนี่ก็คงไม่ได้กินอาหารสดที่มีชีวิตเ่ท่าไหร่ คงกินแต่อาหารแห้งเพื่อให้อยู่รอดไปวันๆ คงไม่ได้แช่น้ำใบหูกวางให้สีสดใส

พอดูแล้วก็รู้สึกหดหู่อย่างอธิบายไม่ถูก เหมือนว่ามันไม่ได้อยู่ในที่ที่เหมาะสมกับมันเท่าไหร่ คิดไปคิดมาก็ลองมามองตัวเอง ก็พบว่าคล้ายกันบางส่วน เพราะว่าชีวิตในปัจจุบันที่เรียนอยู่ที่นี่ แม้ว่าีชีวิตมันจะไม่หงอย แต่มันก็ไม่คึกคักเหมือนตอนอยู่ที่เมืองไทย ก็อธิบายไม่่ถูกเหมือนกัน คงเป็นว่าเพราะอายุมากขึ้นด้วยส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งก็เหมือนว่ามีห่วงอยู่เต็มตัว ทั้งห่วงเรื่องเรียนที่นี่ และห่วงที่เมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัว แฟน และก็เรื่องการงาน

ปลากัดพวกนั้นก็คงเหมือนกัน แม้ว่ามันจะหงอยไปบ้าง แต่ผมคิดว่าเลือดนักสู้ในตัวมันก็คงยังไหลเวียนอยู่ในตัวมันไม่เปลี่ยน แม้ว่ามันจะหงอยแต่ถ้าต้องสู้ มันก็คงยังสู้ไม่ถอย ผมก็จะพยายามทำตัวให้เหมือนปลากัด (ยกเว้นกรณีมองตัวเมียแล้วท้อง) แม้ว่าจะไม่คึกคักเท่าไหร แต่ก็ยังไงมาที่นี่แล้วก็ต้องทนและทำให้สำเร็จให้ได้

สู้ สู้ เหล่าปลากัดที่พิตส์เบอร์ก

(เขียนเมื่อ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๐)

อยากมีโกดังเก็บของเก่า

ไม่รู้ว่าคนอื่นๆ จะเป็นกันบ้างหรือเปล่า เวลาที่รู้สึกอยากค้นของเก่าๆ ขึ้นมาดู แต่พอนึกขึ้นได้ว่ามันคงไม่อยู่แล้ว เพราะว่ามันเก่าเก็บจนทิ้งไปแล้ว มันมีความเศร้าอย่างบอกไม่ถูก เศร้าเล็กๆ ไม่มีอะไรมากมาย
ไม่กี่ปีก่อนอยู่ดีๆ ผมก็รู้สึกอยากหาสมุดการบ้านสมัยประถมขึ้นมาดู อยากรู้ว่าตอนนั้นเรียนอะไร เขียนอะไร ลายมือเป็นอะไร แต่ก็พอจะรู้ว่าคงเอามันทิ้งไปหมดแล้วล่ะ มันสิบกว่า เกือบจะยี่สิบปีแล้วคงจะไม่เหลือมาถึงตอนนี้แน่ๆ

ที่บ้านผม พ่อกับแม่จะนิสัยตรงกันข้ามกันอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะนิสัยการเก็บของ แม่จะเป็นคนที่เก็บทุกอย่างไว้หมด เก็บทุกอย่างจริงๆ ทั้งของใช้ และก็ของกิน โดยเฉพาะของกิน บางทีพี่สาวต้องแอบเอาออกจากตู้เย็นไปทิ้ง คือเก็บไว้ก็ไ่ม่ได้กิน จะทิ้งก็เสียดาย คือพอทิ้งไปแม่ก็ไม่รู้ตัวหรอกนะ เรียกว่าเก็บจนลืม บางทีก็คิดว่าค่าไฟที่ต้องเปิดตู้เย็นเพื่อเก็บของมันคงจะเกินมูลค่าของที่เก็บไปแล้วล่ะ ตอนนี้ที่บ้านมีตู้เย็นอยู่สามตู้ ตู้เล็กๆ อีกตู้นึง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเต็มอยู่ตลอดเวลา ส่วนเรื่องเอกสารแม่ก็จะเก็บทุกอย่าง เก็บอย่างละเอียด ขนาดสมุดพก ของลูกทุกคนตั้งแต่อนุบาลหนึ่งก็ยังเก็บไว้

ส่วนพ่อก็จะมีนิสัยอีกอย่างหนึ่งคือชอบรื้อของออกมาจัด และก็เก็บทิ้งไป โดยเฉพาะของที่ไม่ได้ใช้แล้ว เรียกว่ามีคอยสร้างสมดุลของการเก็บของในบ้านไม่ให้มัน มีมากจนเกินไป เพราะว่าที่ในบ้านหลายส่วนก็ใช้ไปเพื่อการเก็บของเท่านั้น ใช้ประโยชน์อะไรอย่างอื่นไม่ได้อีก

ส่วนตัวผมเองก็จะมีนิสัยไม่แน่นอนเรื่องการเก็บของ บางอารมณ์ก็อยากเก็บหลายๆ อย่างเอาไว้ บางอารมณ์ก็เก็บทิ้งไปบ้าง ตอนนี้ของสมัยประถมมัธยมก็เหลือไม่มาก ของที่เก็บสมัยประถมแทบจะไม่มีแล้วมั้ง ของมัธยมก็มีอยู่บ้างส่วนใหญ่ก็เป็นรูปถ่าย เสื้้อที่เพื่อนๆ เขียนตอนวันจากเหย้า (วันที่พวก ม.หก เรียนจบ แต่ผมสอบเทียบออกไปก่อน ตอนนั้นเลยอยู่ปีหนึ่ง) ของสมัยเรียนมหาลัยก็มีอยู่เยอะเหมือนกัน รูปคงมีอยู่หลายร้อยได้ นอกจากนั้นก็เป็นของจุกจิกอื่นๆ

สำหรับตอนนี้ความคิดของผมก็เปลี่ยนไป ถ้าทำได้ผมอยากสร้างโกดังใหญ่ๆ ไว้สักที่นึงไว้เก็บของเก่าๆ ที่ไม่ได้ใช้ทั้งหมด รู้สึกเสียดายเหมือนกันจากความรู้สึกที่เคยอยากทำให้ห้องมันเรียบร้อยโดยทิ้งของไปหลายอย่าง ซึ่งจะเรียกว่าเป็นขยะก็ไม่ถูกนัก เพราะของเก่าพวกนี้มันความทรงจำฝังอยู่ สำหรับผมถ้าสิ่งที่จะทิ้งเป็นขยะ มันคือของที่ไม่มีความทรงจำต่อมันเหลืออยู่แล้ว ผมจึงทิ้งมันอย่างขยะ

ผมมาลองคิดดูว่า ถ้าตั้งแต่อนุบาล ผมเก็บทุกอย่าง (ที่เป็นสิ่งของ) ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตผม ไม่ว่าจะเป็นสมุดการบ้าน หนังสือเรียน สมุดคัดไทย สมุดวาดเขียน ของเล่น หนังสือการ์ตูน ต่างๆ นานา (วันก่อนดูตัวอย่างหนัง Transformers ก็จำได้ว่าเราเคยมีนี่หว่าไอ้หุ่น Optimus Prime เพราะป๋าเคยซื้อมาให้ตอนเด็กๆ ไอ้รถบรรทุกแดงๆ ที่แปลงร่างได้อ่ะ) เลยจินตนาการดูว่าเราต้องใช้โกดังใหญ่ขนาดไหนเนี่ยถึงจะเก็บสิ่งของในความทรงจำได้หมด คงต้องเป็นโกดังที่ใหญ่มากๆ

ของหลายๆ อย่างที่ทิ้งไป หรือให้คนอื่นไปก็เสียดายมากนะ พวกของเล่นและก็หนังสือ โดยเฉพาะของเล่นที่เป็นสังกะสี ของพี่ชายและพี่สาว ก็ไม่ได้คิดอยากเก็บไว้เพื่อจะขายต่อให้ได้ราคา แต่อยากเก็บเอาไว้ให้ลูกให้หลานดู ไม่ใช่ดูจากพิพิธภัณฑ์อย่างเดียว (เห็นที่คุณเอนก นาวิกมูล เก็บของเก่าแล้ว บางทีเราก็อยากเก็บบ้าง) และที่สำคัญมันเป็นของเก่าที่มีความทรงจำ ฝังอยู่ข้างใน

ความรู้สึกที่อยากจะเก็บของเก่าของผมนี้มันไม่ใช้แค่การเก็บเพื่อถวิลหาถึงอดีต (Nostalgia) แต่ว่าเป็นการเก็บความทรงจำที่สมองมันไม่มีที่พอที่จะเก็บ หรือเก็บอยู่แต่ไฟล์มันลึกลงไปมากจนเรียกขึ้นมาไม่ได้ ถ้าถามทุกๆ คนดูว่า จำอะไรตอนอยู่ ป. หนึ่ง ได้บ้าง มันยากมากนะ ที่จะย้อนความจำลงไปถึงตอนนั้น ถึงแม้ว่าจะเก็บเป็นสิ่งของแต่่มันก็ไม่ได้คลุมถึงความทรงจำทุกๆ อย่าง เพราะความทรงจำบางอย่างมันก็ไม่ได้ติดกับสิ่งของ (บางทีก็อยู่ในรูปแผลเป็น แต่ก่อนนี่ซนมากแผลเต็มตัว ตอนนี้ก็หายไปเยอะแล้ว) แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้ปะติดปะต่อความทรงจำได้

แม้ว่าสมัยนี้จะเก็บของต่างๆ ไว้ได้ในรูปของไฟล์คอมพิวเตอร์ (รูปถ่า่ย วีดีโอ) แต่สำหรับผมของเหล่านี้ก็ดีนะ แต่มันไม่มีกลิ่นของความทรงจำเท่าไหร่ อีกอย่างหนึ่งที่เก็บความทรงจำได้ดีก็คือ การเขียนไดอารี่ แต่ต้องเป็นคนที่สม่ำเสมอถึงจะทำได้ดี

ถ้าลองจินตนาการดูว่า เรามีลูกซักคน แล้วก็เก็บทุกอย่างที่เกี่ยวกับเขาเอาไว้ตั้งแต่เกิด เรียงเป็นลำดับ ตามอายุ ผมว่ามันก็คงจะดี แม้ว่าปีแรกๆ ที่เก็บมันอาจดูไม่มีค่าเท่าไหร่ แต่ว่าถ้าคิดดูว่าผ่านไป ซักห้าปี สิบปี ยี่สิบปี สามสิบปี มันจะดีขนาดไหนที่เราจะย้อนกลับมาดูมาสัมผัสมัน แม้ว่ามันจะไม่ได้เกี่ยวกับชีวิตในปัจจุบันมาก แต่ว่าผมว่าโกดังเก็บของนั้นคงเป็นมุมสงบที่ดึงให้เราอยู่ที่นั่นได้ทั้งวันทีเดียว เรียกว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ของครอบครัวได้เลย พิพิธภัณฑ์ที่มีแต่เรื่องของ เรา ครอบครัวเรา

ถ้ามีโกดังเป็นสัดเป็นส่วนแยกจากที่พักอาศัยก็คงทำให้เราเก็บของได้มากและไม่กระทบกับชีวิตปัจจุบัน เพราะถ้าเก็บของเก่าที่ไม่ได้ใช้ให้มันปะปนกับชีวิตประจำวันมันก็คงไม่ดี และเกะกะเปล่าๆ เพราะยังไงเราก็ต้องอยู่กับปัจจุบัน แต่ของเก่าและความทรงจำมันก็มีไว้เหมือนเป็นมุมเงียบๆ ที่ไว้ทบทวนเพื่อพัฒนาตัวเองและิอิ่มเอิบกับความหลังที่มีทั้งความสุขและความเ้ศร้า ....

(เขียนเมื่อ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๐)

พจนานุกรม สอ เสถบุตร

ได้อ่านหนังสือสารคดีเล่มเก่าๆ ทางเนทเกี่ยวประวัติของ สอ เสถบุตร ซึ่งเป็นคนที่แปลพจนานุกรมให้คนไทยได้ใช้กันมานานหลายสิบปี ได้อ่านประวัติแล้วก็น่าสนใจมาก

http://www.sarakadee.com/feature/2002/04/so_sethaputra.htm

สอ เสถบุตร หรือ นามสกุลเดิม เศรษฐบุตร ซึ่งไ้ด้เปลี่ยนหลังจากช่วงสมัยที่จอมพล ป. พิบูลสงครามที่ต้องการให้เปลี่ยนการสะกดให้ใช้ตัวสะกดตามเสียง ซึ่งหลังจากหมดยุคนั้นนั้นสามารถเปลี่ยนคืนได้ แต่ สอ ก็ไม่ได้เปลี่ยนเพราะผู้อ่านทั้งหลายรู้จักท่านในชื่อนี้แล้ว

สอ เสถบุตร เกิดในสกุลใหญ่ แต่เนื่องด้วยบิดาไม่ได้รับมรดกจากครอบครัว ครอบครัวของ สอ จึงไม่ได้มีฐานะร่ำรวยนัก หลังจากนั้นบิดาก็เสียชีวิต ท่านจึงต้องหางานทำโดยการสอนภาษาไทยให้กับชาวต่างชาติ ซึ่งทำให้ท่านได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษไปด้วย หลังจากท่านจบมัธยมแปด ก็ได้ไปสอบไล่เพื่อชิงทุนเล่าเรียนหลวง ซึ่งท่านก็สอบได้เป็นที่สอง จึงได้รับทุนไปเรียน ซึ่งท่านเลือกเรียนเกี่ยวกับการเหมืองแร่ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะมารดาได้ขอร้องไว้ เนื่องจากมารดาไม่ต้องการให้เรียนเกี่ยวกับนักบินหรือการซ่อมเครื่องบิน

ท่านใช้เวลาเรียนสามปีก็จบปริญญาตรี พอช่วงที่กำลังเรียนต่อโทก็ถูกเรียกกลับมารับราชการ (ได้อ่านช่วงนี้จึงรู้ว่าตอนช่วงสมัยนั้น พ.ศ.2464 เดินทางไปอังกฤษใช้เวลา 48 วัน เราก็เลยคิดว่าที่บ่นตอนนั่งเครื่องสิบกว่าชั่วโมงนี่มันเด็กๆ ไปเลย)

หลังจากจบมาก็รับราชการได้รับความก้าวหน้าเป็นลำดับ ได้บรรดาศักดิ์เป็นถึงคุณหลวง และท่านก็ยังใช้เวลาอีกส่วนเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ ซึ่งในช่วงนั้นมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ไม่นาน สถานการณ์ทางการเมืองก็ยังมีความวุ่นวายพอสมควร ในช่วงกบฎบวรเดชทำการไม่สำเร็จ ท่านก็ถูกจับกุมด้วยเพราะว่าคณะผู้จัดทำหนังสือพิมพ์ที่ท่านเขียนบทความไปลงมีส่วนในการก่อการนั้นด้วย ซึ่งนับว่าเป็นโชคร้ายของท่าน และท่านถูกศาลตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิตและถอดบรรดาศักดิ์จากคุณหลวงเป็นคนธรรมดา นายสอ เศรษฐบุตร ใน พ.ศ. 2476

ในช่วงแรกท่านถูกจองจำที่คุกบางขวาง ในขณะนั้นท่านอายุเพียงสามสิบปีท่านจึงคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพราะต้องถูกจำคุกเป็นเวลานาน และท่านไม่อยากให้มารดาเดือดร้อน จึงจำเป็นต้องหารายได้ ท่านจึงคิดแปลดิกชันนารีเพื่อขายให้สำนักพิมพ์ ซึ่งท่านก็ได้วัตถุดิบจากหนังสือต่างๆ นอกเหนือจากพจนานุกรมภาษาอังกฤษ เช่น หนังสือพรรณไม้ ตำราอาหาร เพื่อให้พจนานุกรมที่ท่านแปลมีประโยชน์ต่อผู้อ่านที่สุด ซึ่งก็มีเพื่อนๆ หลายคนที่เป็นนักโทษในเรือนจำช่วยกันจัดทำ ทั้งเขียน พิสูจน์อักษร ท่านจึงมีรายได้ส่งให้มารดาใช้ทุกเดือน จากการแปลพจนานุกรมขายเป็นตอนๆ

หลังจากนั้นมีเหตุที่ทำให้คณะนักโทษการเมืองรวมถึงท่านถูกย้ายไปจองจำที่เกาะตะรุเตา ซึ่งทำให้ชีวิตท่านลำบากขึ้นไปอีก และเนื่องด้วยเป็นการนำไปทิ้งไว้ที่เกาะ จึงไม่มีการจองจำเพราะยังไงก็หนีไปไหนไม่ได้ ซึ่งในช่วงนี้ท่านก็ยังคงแปลพจนานุกรมต่อ และในช่วงที่อยู่ที่ตะรุเตานั้น มีเพื่อนนักโทษการเมืองชวนหนีจากเกาะ ท่านก็ไม่ได้ไปเพราะต้องการแปลพจนานุกรมให้เสร็จเพราะท่านแปลมาถึงตัว T แล้ว ในที่สุดท่านก็แปลได้จนสำเร็จและพจนานุกรมีจำนวนถึง 4,000 หน้า และขายวางตลาดได้ในปี พ.ศ.2483

หลังจากพ้นโทษจากการนิรโทษกรรมกลับมาท่านก็กลับมาตั้งสำันักพิมพ์ รวมถึงเล่นการเมืองซึ่งได้เป็น ส.ส. และได้เป็นถึงรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และท่่านถึงแก่กรรมในปี 2513 รวมอายุได้ 66 ปี

พอได้อ่านประวัติของท่านแล้วก็นับถือความตั้งใจและความพยายามของท่านมาก เรียกว่าคุกสามารถขังคนได้แต่ไ่ม่สามารถขังความคิดและความตั้งใจของมนุษย์ได้ และก็นึกถึงหนังเรื่อง The Shawshanks Redemption ซึ่งพระเอก คือ แอนดี้ ดูเฟรย์ ก็ติดคุกโดยไม่ได้ผิด และเขาก็ใช้เวลาที่มีอยู่ทำหลายๆ อย่าง รวมถึงสร้างห้องสมุดและขุดกำแพงหนี รวมเวลาที่ติดคุก 20 ปี อย่างที่ประโยคนึงที่เรดซึ่งเป็นเพื่อนของแอนดี้บอกไว้ว่า ในคุกนักโทษมักจะหาอะไรทำเพื่อให้เวลามันผ่านไปเรื่อยๆ

ความพยายามของสอ เสถบุตร เป็นความพยายามที่น่านับถืออย่างมาก แม้ว่าส่วนหนึ่งท่านจะทำเพื่อเลี้ยงชีพแต่ว่าท่านมีความรักในสิ่งที่ทำอย่างมาก เพราะการแปลพจนานุกรมที่มีศัพท์เป็นหมื่นๆ คำ พันๆ หน้า รวมถึงท่านต้องการแทรกเนื้อหาที่สำคัญอื่นๆ เพื่อเป็นความรู้แก่ผู้อ่าน ในสภาพที่ถูกจองจำนั้น มีความลำบากทางกายและใจ มันเป็นสิ่งคนที่มีความตั้งใจจริงและเข้มแข็งเท่านั้นที่สามารถทำได้ และการที่ท่านแปลพจนานุกรมให้คนไทยได้ใช้กันนั้น มันเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่คนหลายหมื่นหลายแสนคนได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษ อย่างน้อยก็จากคำศัพท์คำแรกที่ต้องเป็นหาคำแปลจากพจนานุกรม


“คุกขังคนได้ แต่ขังความคิดไม่ได้”--- อิศรา อมันตกุล

(เขียนเมื่อ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๔๙)

ห้วยปูใหม่

วันก่อนได้อ่านบทความเกี่ยวกับดอยตุง เรื่องผลิตภัณฑ์ของชาวบ้านตามโครงการพระราชดำริ ก็เลยนึกขึ้นได้ว่าเราก็เคยไปอยู่ที่ดอยตุงตั้งเกือบเดือน แต่มันก็นานหลายปีแล้วไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรบ้้างตอนนี้ จำได้ประมาณว่าไปตอนอยู่ปีสาม ที่จุฬาฯ ลองนับปีดูแล้ว ใช้นิ้วมือเกือบไม่พอ ประมาณแปดเก้าปีมาแล้ว
ที่ต้องไปเพราะว่าเป็นส่วนนึงของโปรเจคที่ต้องทำก่อนเรียนจบ คือคนอื่นฝึกงานกันแล้วทำโปรเจคจบ แต่ว่าผมกับเพื่อนหลายคนไม่ได้ทำ โครงการที่ไปทำีที่ดอยตุงเป็นของมหาลัยที่ญี่ปุ่น (Nagoya U.) จะมาศึกษาเก็บข้อมูลเกี่ยวกับชาวเขา อาจารย์ที่คณะที่ทำโครงการร่วมกับญี่ปุ่นก็เลย ต้องการหานักศึกษาไปร่วมเก็บข้อมูล จริงๆ คือไปเป็นล่ามให้เขา เพราะเวลาไปสัมภาษณ์ชาวเขา ก็จะมีล่ามคนนึงแปลภาษาชาวเขา เป็นภาษาไทย แล้วพวกเราก็แปลเป็นภาษาอังกฤษให้คณะของทางญี่ปุ่นอีกทีนึง

จำไ้ด้ว่าเป็นช่วงเวลาที่สนุกมาก เพราะมีเพื่อนในกลุ่มไปกันเกือบสิบคน ทำงานตั้งแต่เช้านั่งรถตู้ขึ้นไปบนดอยตุง หมู่บ้านที่ไปเก็บข้อมูลคือ หมู่บ้านห้วยปูใหม่ พอตอนเย็นๆ ก็กลับ แ่ต่ทางไปหมู่บ้านนี่โคตรน่ากลัว เพราะถนนเล็กมาก ถ้าคนขับไม่ชำนาญนี่ได้ลงไปนอนกลิ้งเล่นในเหวแน่ๆ แต่ตามทางพอสังเกตดีๆ จะเห็นว่ามีการปลูกพืชเศรษฐกิจอยู่ตามเขา เต็มไปหมด ที่จำได้ก็คือ กาแฟ เพราะเห็นมันออกลูกแดงๆ เต็มต้นไปหมด

ทุกวันพอกลับมาตอนเย็นที่โรงแรมนี่ก็สบายแล้ว เพราะไม่มีงานต้องทำต่อ ออกไปนั่งกินเบียร์ข้างๆ โรงแรมเกือบทุกวัน กับแกล้มส่วนใหญ่ก็เป็นขนมขบเคี้ยว จำได้ว่ามีมันฝรั่งทอดมันทำเลียนแบบเลย์ แต่ตั้งชื่อว่า “ลุย” แต่มันทำเหมือนมาก ประทับใจจริงๆ

บางวันก็เมา อ๊วกอยู่แถวนั้น อาศัยเพื่อนพากลับมาที่ห้อง เรียกว่าชีวิตตอนไปอยู่เชียงรายช่วงนั้นโคตรมีความสุข อากาศก็ดี ไม่ต้องมีเรื่องอะไรที่ต้องคิดมาก ทั้งเรื่องอนาคต เรื่องเรียน (นั่นดิ ปัจจุบันเลยต้องใช้กรรม)

การไปสัมภาษณ์ชาวบ้าน (ชาวเขา) ที่ันั่นก็ได้อะไรมาเยอะ จำได้ว่าเป็นครั้งแรกที่ได้กินหนอนเยื่อไผ่ หรือที่เขาเรียกกันว่ารถด่วน ตอนแรกก็ไม่กล้ากิน แต่ว่าก็มีคนบอกว่าให้กินเพราะชาวบ้านจะได้ดีใจ ก็เลยลองกินดู ในมื้อแรกที่ชาวบ้านเขาเลี้ยงข้าวก็กินหนอนเยื่อไผ่คั่วเกลือ และก็หน่อไม้ กินไปกินมาอร่อยดี จนมารู้ตอนหลังว่ามันเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของชาวบ้านที่เดียว โลนึงเป็นร้อย ชาวบ้านเขาก็ลองสาธิตวิธีหาหนอนให้ดูไม่รู้ว่าแกเลือกปล้องไม้ไผ่ยังไง พอฟันฉับออกมาหนอนตัวขาวๆ มีอยู่เต็มปล้องเลย

ป่าที่นั่นก็สมบูรณ์มาก มีวิวนึงที่จำได้คือ ออกไปหลังหมู่บ้านมันเป็นเขา มองไปมันกว้างใหญ่จริงๆ จนทำให้รู้สึกว่าเรานี่มันเป็นส่วนเล็กๆ ของโลกๆ จริงๆ และก็ไม่ได้เห็นฟ้ากว้างๆ อย่างนั้นมานานแล้ว อากาศก็บริสุทธ์มาก จนเพื่อนบางคนบอกว่าต้องอัดบุหรี่ซะหน่อยอากาศดีจริงๆ -_-“

อีกอย่างนึงที่จำได้แม่นและประทับใจมากก็คือ ตอนไปสัมภาษณ์ชาวบ้านคนนึง ทั้งบ้านแกไม่มีอะไรเลย เป็นกระท่อมมีเตียงอยู่ตัวเดียว และก็มีพวกเครื่องครัวอะไรอีกนิดหน่อย มีเท่านั้นจริงๆ แกก็เก็บพวกของป่าขายและก็ปลูกอะไรขายนิดหน่อย พอทีมจากญี่ปุ่นเขาถามว่าอยากได้อะไรมั๊ย ไอ้เราก็คาดการณ์ว่าแกคงจะอยากได้อะไรหลายอย่าง แต่ผิดคาดแกบอกว่าไม่อยากได้อะไร แต่ถ้ามีหลังคาใหม่ก็ดี เพราะตอนฝนตกมันชอบรั่ว แกต้องการแค่นั้นจริงๆ

ผมเองก็อึ้งไปเหมือนกัน ก็เลยคุยกับเพื่อนว่า บางทีเรา (คนเมือง) ก็มักจะคิดแทนชาวบ้านว่าเขาต้องการได้นู่นได้นี่ รู้สึกแทนเขาว่าเขาขาดอะไรหลายอย่าง ตามบรรทัดฐานของเรา ทั้งที่จริงเขามีความสุขและพอเพียงของเขาอยู่แล้ว ทั้งที่จริงๆ แล้วองค์ประกอบของการมีชีวิตอยู่ของคนเรามันไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย เพียงแต่ว่าเราเอาชีวิตไปผูกติดกับสังคมและเงื่อนไงที่มันซับซ้อนเอง

ในความคิดของผม ความสะดวกสบาย=ความเคยชิน ความไม่สะดวกสบาย=ความไม่ชิน ไอ้ความไม่ชินนี่เองที่เป็นต้นเหตุของความวุ่นวายทั้งหลาย ทำให้ต้องทุกข์ไขว่คว้าหาสิ่งต่างมาเพื่อรักษาหล่อเลี้ยงสภาพที่ตัวเองเป็นอยู่

เคยอ่านหนังสือของท่านพุทธทาสที่ท่านเทศน์เกี่ยวกับความเจริญ คือตามที่ท่านเทศน์ ความสะดวกสบาย≠ความสุข และ ความเจริญ ≠ความสุข อย่างเช่นหมู่บ้านที่อยู่กันอย่างสงบสุขมีความสุข แต่ไม่เจริญ พอความเจริญเข้ามา ก็เริ่มมีทีวี มีรถ ยิ่งทำให้ต้องขวนขวายหาเงินมาสนองความต้องการ ถามว่าสบายขึ้นไหม ใช่ แต่ว่ามีความสุขไหม ไม่แน่ ต้องทำงานกันหนักขึ้น เป็นหนี้เป็นสิน ในที่สุดรอยยิ้มก็หายไป
ที่คล้ายๆ กันก็มีที่พระธรรมปิฎกเทศน์ไว้ พอดีไปดาวน์โหลดมาได้ ชื่อเรื่อง สุขข้างนอก สุขข้างใน ท่านเทศน์ พอสรุปความได้ว่า คนเราเดี๋ยวนี้มีความสุขกันยากขึ้น เพราะเอาความสุขไปผูกติดกับเงื่อนไขต่างๆ มากมาย เช่น ต้องมีนั่น มีนี่ ถึงมีความสุข และยิ่งทำให้ต้องไขว่คว้าหาสิ่งนอกกายมาเพื่อสร้างความสุขให้กับตัวเอง ท่านก็บอกว่าถ้าเราลดความอยาก และมีความสุขจากข้างในใจ ไม่ใช่จากสิ่งภายนอก เราก็จะมีเหลือไปแบ่งปันแจกจ่ายให้คนอื่นได้มีความสุขได้เพิ่มขึ้น

อีกอย่างที่ผมกังวลตอนที่ได้ไปเก็บข้อมูลที่ห้วยปูใหม่ก็คือ สื่อที่เข้าไปถึงชาวบ้านโดยเฉพาะที่ผ่านทางโทรทัศน์ คือ ชาวบ้านเขาเชื่อจริงๆ ตามที่โฆษณาบอก เช่น ใช้แชมพูยี่ห้อนี้แล้วจะสวยเหมือนกบสุวนันท์ ผมว่าโทรทัศน์นี่ตัวดีเลย ที่สร้างกิเลส และความอยากให้ชาวบ้าน และอาจทำลายวิถีชีวิตที่มีความสุขของเขาได้

ทำให้นึกถึงได้ถึงแนวทางพระราชดำริของในหลวงเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงว่าเป็นแนวทางที่ดีที่สุดแล้ว มีชีวิตที่มีความสุขที่ไม่ต้องหล่อเลี้ยงด้วยความทุกข์จากการแสวงหาไขว่คว้าจนเกินตัว ผมก็หวังเหมือนกันว่าจะพยายามลดเงื่อนไงของความสุขในการมีชีวิตอยู่ให้น้อยลงเหมือนกัน เพราะรู้สึกว่าพอโตขึ้นเรื่อยๆ ก็มีความสุขยากขึ้นเรื่อยๆ

(เขียนเมื่อ ๗ สิงหาคม ๒๕๔๙)

ล้อชื่อพ่อ

ได้ดูบอลโลกรอบชิงระหว่างฝรั่งเศสกับอิตาลี ซึ่งนัดนี้ผมเชียร์ฝรั่งเศสนะ
เพราะว่าอยากให้ซีดานจบชีวิตการค้าแข้งแบบสวยงาม แต่ว่าเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นประมาณนาทีที่ 110 ของการแข่งขัน ซีดานเอาหัว (โล้นๆ) ไปโหม่งที่ยอดอกของมาเตราซซี่ของอิตาลีจนลงไปกองกับพื้น และในที่สุดซีดานก็โดนใบแดงไล่ออกไป โดยฉากหลังที่เดินออกไปก็คือถ้วยบอลโลกที่อยู่บนแท่น ดูแล้วน่าเสียใจมาก และในที่สุดฝรั่งเศสก็แพ้จุดโทษไปในที่สุด

จากภาพช้าตอนที่ซีดานมีเรื่อง ก็ปรากฎว่ามีบทสนทนาสั้นระหว่างคู่กรณีทั้งสอง บางสื่อก็บอกว่ามาเตราซซี่ไปด่าแม่ของซีดาน บ้างก็ว่าเหยียดผิว ว่าเป็นพวกผู้ก่อการร้าย แต่จากที่หลายคนคาดเดาก็คิดว่าต้องเป็นคำที่รุนแรงมาก ไม่งั้นคงไม่สติแตกขาดผึงขนาดนั้น แต่ว่าถ้าถึงกับด่าแม่แล้ว คิดว่าหลายคนคงเข้าไปต่อยเหมือนกัน

ผมก็เคยต่อยกับเพื่อนตอน ม.หนึ่ง เรื่องล้อชื่อพ่อนี่แหล่ะ ตอนที่เข้า ม.หนึ่ง มาใหม่ๆ เป็นช่วงที่ต้องปรับตัวและทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ พอมาเรียนได้หลายอาทิตย์ ก็มีเพื่อนมาถามชื่อพ่อ ไอ้เราไม่รู้ทันมันก็เลยบอกมันไป อีกไม่กี่วันมันก็เอาชื่อพ่อเรามาล้อ ก็ไม่ได้ว่าอะไรแต่เจ็บใจที่ไม่รู้ชื่อพ่อมัน

ก็เลยหาทางสืบชื่อพ่อมัน โดยเข้าไปค้นที่ห้องแนะแนว เพราะมันจะมีทะเบียนประวัตินักเรียนอยู่ ปรากฎว่าคราวนี้ก็รู้ชื่อพ่อชื่อแม่กันเกือบทั้งห้อง ล้อกันสนุกไปเลย ซึ่งมันก็ไม่ได้ล้ออะไรกันมาก แค่เรียกชื่อพ่อชื่อแม่ไปมา ไม่เห็นน่าสนุกตรงไหน ไม่รู้ว่าโรงเรียนผู้หญิงล้วนจะเป็นกันอย่างนี้หรือเปล่า แต่โรงเรียนชายล้วนคาดว่าคงจะล้อกันเป็นปกติ

ตอนที่จะมีเรื่องก็มีเพื่อนคนนึงมาล้อชื่อพ่อ ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ชินแล้ว ว่างั้นเหอะ แต่เรื่องมันเกิดเพราะพอเราจะล้อชื่อพ่อมันบ้าง มันไม่ให้ล้อ อย่างนี้ก็เป็นเรื่องสิวะ ทำไมล้อชื่อพ่อกูได้ แต่กูล้อชื่อพ่อมึงไม่ได้ ก็ถึงขั้นต่อยกัน แต่ก็มีเพื่อนมาแยกๆ กันออกไป วันหลังมันก็ทำอย่างนี้อีก คราวนี้ก็เลยเอามันกลับเพราะคราวนี้ไปรู้ชื่อปู่มันมา ก็เลยเอามาล้อ ปรากฎว่าก็ต่อยกันอีกแล้ว จำได้ว่าตอนนั้นที่ห้องนั่งรถเมล์กันทั้งห้องเพราะต้องไปงานอะไรซักอย่างจำได้ว่าชกกันในรถเมล์เลย

หลังจากนั้นพอขึ้นมา ม. สูงๆ แล้วก็ยังเรียกชื่อพ่อกันอยู่แต่ก็ไม่ได้เรียกแบบล้อเลียนเหมือนตอนเด็กๆ ที่อยู่ ม.หนึ่ง แต่ว่าเรียกเป็นเสมือนชื่อตัวเองเลย เพราะจำได้ว่าตอนอยู่มัธยมไม่ค่อยเรียกชื่อเล่นกัน เรียกชื่อจริงไม่ก็ชื่อพ่อ (แม่) เพื่อนบางคนรู้จักกันมาตั้งนาน ชื่อเล่นก็ไม่รู้ ชื่อจริงก็ไม่รู้ จำได้แค่ชื่อพ่อ

ปัญหาก็มีบ้างโดยเฉพาะวันลงทะเบียนเรียน ซึ่งต้องมีผู้ปกครองมาด้วย วันนั้นก็เลยต้องกำชับกันเป็นพิเศษว่าชื่อจริงๆ ของเราชื่ออะไร แต่ก็มีหลุดๆ กันบ้างเพราะไม่ค่อยได้เรียกชื่อจริงกัน จำได้ว่าครั้งนึงแม่ไปลงทะเบียนด้วย มีเพื่อนคนนึงตะโกนเรียก แต่มันเรียกชื่อพ่อ ก็เลยต้องทำเป็นไม่รู้จัก ไม่สนใจ (คือก็มีเพื่อนหลายคนเข้าใจผิดว่าชื่อพ่อเป็นชื่อเราไปแล้ว)

เคยมีเพื่อนเล่าให้ฟังว่าโทรไปบ้านเพื่อนอีกคน แล้วพ่อมันรับ ก็เลยเรียกชื่อพ่อไป พ่อของเพื่อนคนนั้นก็เลยตอบว่า กำลังพูดอยู่ มีธุระอะไร เรียกว่าจ๋อยไปเลย พอเข้ามหาลัยไปได้ ดีใจมากที่จากนี้จะได้ไม่มีใครเรียกชื่อพ่อเราซะที แต่ว่าตอนอยู่มหาลัยก็มีเรียกชื่อพ่อกันบ้าง แต่ไม่ค่อยมาก มีประปรายตามประสาพวกไม่ค่อยโต

แต่ที่เกือบซวยเพราะเรียกชื่อพ่อเพื่อนก็มี ตอนนั้นอยู่มหาลัยแล้ว ไปดูบอลที่โรงเรียนแข่งที่สนามเทพหัสดิน ก็มีเพื่อนคนนึงเดินมา พ่อมันชื่อ "เฉลิม" เราก็ตะโกนเรียกมัน "ไอ้เหลิมๆ" ปรากฏว่าไม่ห่างนัก ก็มีรุ่นพี่สองคน มาพร้อมชายหลายคนในชุดซาฟารีกำลังยืนดูบอลอยู่ รุ่นพี่สองคนนี้ก็เป็นที่รู้จักตามหน้าหนังสือพิมพ์ เป็นที่เกรงกลัวของนักเที่ยวกลางคืนทั้งหลาย แต่ยังไงพี่เค้าก็รักโรงเรียน ไปเชียร์บอลแทบทุกครั้ง พอเห็นพี่สองคนนั้นก็ซีดไปเลย โชคดีว่าพี่สองคนและกลุ่มชายเสื้อซาฟารีไม่ได้ยิน อาจเป็นเพราะเที่ยวกลางคืนบ่อยหูเลยไม่ค่อยดี ไม่งั้นถ้าเกิดแกได้ยินแล้วคิดว่าล้อชื่อพ่อแก คงได้กองอยู่แถวนั้นแน่

(เขียนเมื่อ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๔๙)

หนังสือมือสอง

คงมีหลายคนที่ชอบการซื้อหนังสือมือสอง ผมก็เป็นคนหนึ่งเหมือนกัน ไม่เฉพาะหนังสือเรียน รวมถึงหนังสือทั่วไปด้วย ข้อดีของหนังสือมือสองก็คือ ราคาถูก คุณภาพพอรับได้ และยิ่งถ้าเป็นหนังสือที่คนซื้อจะใช้ในช่วงระยะเวลาไม่นานเช่นพวก Textbook ซื้อหนังสือมือสองก็คุ้มกว่าซื้อหนังสือใหม่มาก แม้ว่าบางทีจะเป็นเอดิชั่นเก่า แต่ว่าเนื้่อหามันก็เปลี่ยนไม่มาก (บางทีเปลี่ยนแค่คำนำ)

แต่สำหรับผมซื้อหนังสือมาแล้วไม่อยากขาย คือเป็นพวกชอบสะสม ซื้อมา อ่านแล้ว และก็ไม่คิดจะอ่านอีก ก็เก็บไว้ (เป็นความคิดที่เห็นแก่ตัวพอสมควร) เรียกว่าเป็นพวกช่างเก็บ จำได้ว่าตอนไปเรียนที่อังกฤษเรียนแค่ปีเดียว แต่ว่าตอนที่ชิปของกลับมาที่เมืองไทยมีหนังสือประมาณสามสิบสี่สิบโลได้ และก็ยังมีที่อยู่ในกระเป๋าเดินทางอีกหลายเล่ม ซื้อมาก็เดือดร้อนที่บ้านต้องหาที่เก็บอีก สามารถทำเป็นห้องสมุดย่อมๆ ได้เลย เพราะพี่ชายก็ชอบซื้อหนังสือเหมือนกัน เต็มบ้านไปหมด

พูดถึงหนังสือมือสอง ตอนอยู่ที่เมืองไทยหาซื้อไม่ค่อยได้ ถ้าไม่ได้ไปเดินตามจตุจักร เพราะไม่รู้เหมือนกันว่าในกรุงเทพที่ไหนมีที่ขายหนังสือมือสองเยอะๆ อีก แต่เวลาไปเดินซื้อมันหาหนังสือยากเหมือนกันเพราะมีไม่กี่ร้านที่มีการจัดหมวดหมู่เหมือนพวกหนังสือเรียนที่จัดเป็นวิชาๆ หนังสือท่องเที่ยว หนังสือทำอาหาร ฯลฯ แต่ถึงยังไงก็ชอบเดินดูอยู่ดี แม้ว่าไม่ได้ตั้งใจจะซื้อเล่มไหนเป็นพิเศษ เผื่อว่าจะเจอหนังสือที่ถูกใจก็จะได้ซื้อกลับบ้าน

ตอนอยู่ที่นี่ (พิตส์เบอร์ก) แถวอพาตเมนต์ก็มีร้านหนังสือมือสองอยู่สองร้านเท่าที่เห็น เคยไปเดินร้านนึง จัดดีมาก ข้างในติดแอร์ จะจัดตู้หนังสือเหมือนห้องสมุดเลย สังคมศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ธุรกิจ (มีมุมนึงเกี่ยวกับหนังสือเกย์ด้วย แสดงว่าเป็นหมวดที่มีคนสนใจเยอะเหมือนกัน) วันนั้นที่ไปเดินก็ไม่ได้ตั้งใจจะไปซื้ออะไร ก็เข้าไปดู มุมที่เข้าไปดูก่อนก็คือหนังสือหมวดสังคมศาสตร์ (เศรษฐศาสตร์) ก็เลยได้หนังสือมาสองเล่ม เล่มแรกเป็นหนังสือเกี่ยวกับ Business Cycle ของ Mitchell เล่มที่ซื้อมานี่เป็น 19th edition ปี 1966 (พิมพ์ครั้งแรกนี่ปี 1927) ซึ่งเท่าที่เรียนมาคนนี้เป็นผู้บุกเบิกการศึกษาเกี่ยวกับ Business Cycle ร่วมกับ Burns ทั้งสองคนนี้ก็เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง National Bureau of Economic Research (NBER) ซื้อมาก็ไม่ได้กะว่าจะมาอ่านแต่อย่างใด แต่ว่ามีความรู้สึกว่าอยากเก็บไว้ อีกเล่มนึงคือ Think and Grow Rich ของ Napoleon Hill ซึ่งมีคนเอามาแปลเป็นภาษาไทย ที่บ้านก็มีเล่มภาษาไทยแต่จำชื่อไม่ได้ว่าชื่ออะไร อันนี้พิมพ์ปี 1940 เก่าอีกเหมือนกัน แต่ว่าทั้งสองเล่มอยู่ในสภาพดีมาก คาดว่าเจ้าของอาจไม่ค่อยได้อ่านเหมือนกัน (ไม่รู้ว่าผ่านมากี่มือแล้ว)

พูดถึงธุรกิจร้านหนังสือเก่าแล้ว (ไม่รวมพวก Amazon นะ) อย่างเช่นในเมืองไทย (ไม่รู้ว่าธุรกิจร้านหนังสือเก่าที่นี่เป็นยังไง แต่คิดว่าคงไม่ต่างกันมาก) ถ้ามองในแง่เศรษฐศาสตร์แล้วผมว่ามันเกิดจากการมองคุณค่าที่ต่างกัน

เริ่มจาก ผู้ขายหนังสือ (ให้ซาเล้งหรือร้านหนังสือเก่า) มองคุณค่าของหนังสือที่ขายโดยอาจนำไปเทียบกับการขายกระดาษหนังสือพิมพ์อะไรประมาณนั้น คืออาจมีค่ามากกว่าหน่อยนึง (เหมือนว่ามีอยู่ก็ไม่ได้ใช้รกบ้านเปล่าๆ)

ร้านหนังสือ มองคุณค่าของหนังสือเก่าว่ามีค่ามากกว่าการประเมินเป็นเศษกระดาษมากๆ และคิดว่าคงสามารถมองดูว่าเล่มไหนที่มีค่า (สำหรับนักสะสมหรือผู้ที่ต้องการเอาไปใช้งาน)

คนซื้อ อันนี้คงมีการประเมินค่าแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล แต่ว่าพอถึงขั้นนี้แล้ว ผู้ซื้อ (ในกรณีที่ซื้อไปอ่านหรือใช้งาน) จะประเิมินค่าหนังสือเก่า ไม่ได้เปรียบเทียบกับเศษกระดาษแล้ว แต่ว่าจะประเมินค่าเทียบกับหนังสือที่ขายในร้านหนังสือ แล้วก็มีการหักส่วนลดลงมาหน่อยกับสภาพของหนังสือ สำหรับผู้ที่จะนำไปเก็บสะสมก็คงมองค่าไปอีกแบบซึ่งคิดว่าคงสูงกว่าแบบแรก แต่ว่ามุมมองคุณค่าของแต่ละคนก็จะ่ต่างกันมาก

จำได้ว่าเคยอ่านข่าวนึงในเมืองไทยที่นักวาดรูป (ไม่แน่ใจ) แกไปเดินตามตลาดนัดพวกที่ขายของเก่า ก็ไปเจอแผงที่ขายพวกกระดาษหรือหนังสือเก่าเป็นมัดๆ ไว้ แกก็ไปเจอมัดรูปกระดาษวาดเขียนเก่ามาก มีรอยมอดกินเต็มไปหมด บังเอิญแกได้ไปเจอกระดาษคำตอบวาดรูปเพื่อสอบเข้าศิลปากรของศิลปินที่มีชื่อเสียงแนวหน้าของไทยคนหนึ่ง (จำไม่ได้เหมือนกันว่าชื่ออะไร) คิดว่าคงเมื่อประมาณหลายสิบปีมาแล้ว ซึ่งก็นับเป็นการค้นพบที่มีคุณค่ามาก และคิดว่าแกคงซื้อมาในราคาไม่กี่บาท

สำหรับผมหนังสือเก่าหรือหนังสือใหม่ก็อ่านได้เหมือนกัน แต่่ว่าหนังสือเก่าบางทีมันก็มีค่าที่ว่าเราไม่สามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามร้าน เพราะไม่ได้มีพิมพ์แล้ว ซึ่งผมก็ชอบกลไกธุรกิจของร้านหนังสือเก่าตรงที่ว่า มันสามารถทำให้คุณค่าของหนังสือกลับคืนมาจากจุดที่มันแทบจะมีค่าเท่ากับเศษกระดาษหรือหนังสือพิมพ์ ให้มีค่าอย่างที่มันควรจะเป็น (จะว่าไปแล้วหนังสือพิมพ์บางฉบับมันก็น่าสะสมเหมือนกัน โดยเฉพาะฉบับในวันที่เกิดเรื่องราวสำคัญในประวัติศาสตร์ขึ้น เห็นตามจตุจักรก็มีขายเยอะแยะ)

คุณค่าของหนังสือไม่ได้อยู่ที่ว่าสภาพภายนอกมันเป็นยังไง มันอยู่ที่เนื้อหาข้างในต่างหาก เคยมีนักเขียนท่านนึงให้สัมภาษณ์ว่าเวลาซื้อหนังสือเขาจะซื้อเล่มที่มันมีตำหนิที่คนอื่นไม่เอากัน เพราะว่าถ้าไม่ซื้ออีกไม่นานหนังสือเล่มนั้นก็คงถูกส่งกลับไปสำนักพิมพ์ คงถูกเอาไปกองรวมๆ กัน อย่างไม่มีค่าอะไร (ไม่รู้ว่าที่แกพูดอย่างนั้นเพราะแกเขียนหนังสือขายหรือเปล่านะ) แต่เวลาผมไปซื้อหนังสือ ถ้าไม่ได้ซื้อไปให้ใคร ก็พยายามเลือกเล่มที่มีตำหนิเหมือนกัน แต่ต้องอ่านได้นะ หน้าไม่หาย อ่านได้ชัดเจน เพราะว่าทิ้งไว้คนอื่นก็คงเลือกแต่เล่มสวยๆ ไปหมด ทั้งที่มีคุณค่าเหมือนกัน

(เขียนเมื่อ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๔๙)

คำถามจากเด็ก ม.สอง

เมื่อหลายวันก่อนได้ไปกินอาหารจีนกับเพื่อน
เป็นร้านที่เคยไปกินหลายครั้งแล้วเหมือนกัน รสชาติใช้ได้
แต่ก็แยกไม่ออกเหมือนกันว่ามันเป็นอาหารจีนแบบไหน บางร้านก็เป็นจีนไ้ต้หวัน บางร้านก็จีนแผ่นดินใหญ่ เอาเป็นว่าร้านไหนอร่อยก็กินได้หมด

ตอนสั่งก็สั่งไปหลายอย่าง ก็เหลือจานสุดท้ายที่ว่าจะเป็นผัดผัก ก็ยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะเอาผักอะไร เจ๊คนที่คนรับออเดอร์คงจะทนไม่ไหว ก็เลยถามว่าคนไทยหรือเปล่า (ถามแบบปกตินะ ไม่ใช่ถามแบบพี่แอ๊ด คาราบาว ไม่งั้นเดี๋ยวได้กินเบียร์ช้างกันแน่) แกก็เลยบอก “ผักบุ้ง” ป่าว แกพูดไทยได้นะเนี่ย เพราะคงมีคนไทยมากินกันบ่อย เราก็เลยตกลงกันว่าเอาผักบุ้ง

พออาหารมาครบหมดก็เริ่มกิน ปรากฎว่าผัดผักบุ้งเยอะมาก สงสัยคงมีเก็บสต๊อกไว้เยอะ เพื่อนคนนึงก็เลยบอกว่ากินเยอะๆ ตาจะได้สวย เลยคุยกับพี่คนนึงที่ไปด้วย แกเป็นหมอ ก็เลยถามว่าอืมม แปลกนะผักบุ้งมีวิตะมินเอด้วย ทั้งที่มันสีเขียว เพราะเราก็เรียนมาตั้งแต่เด็กว่าวิตะมินเอมีอยู่ในผักผลไม้ที่มีสีเหลือง ซึ่งมีสารเบตาแคโรทีน

จากเรื่องผักบุ้งก็เลยนึกถึงเรื่องเก่าๆ สมัย ม.สอง เพราะเกี่ยวกับคำถามประมาณนี้เหมือนกัน
แต่พอนึกถึงเรื่องเก่าๆ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถ้าเป็นในละครก็ต้องทำเป็นสีขาวดำ สงสัยเพราะทำเป็นภาพสีมันคงจะไม่เหมือนความหลัง แปลกดี ผมก็บอกไม่ได้ว่าเวลาคิดถึุงความหลัง ความหลังมันมีสีอะไร เวลาฝันก็เหมือนกันไม่รู้ว่าความฝันมันสีอะไร ไว้วันหลังเวลานอนต้องลองตั้งใจสังเกตดูว่าความฝันมันมีสีหรือเปล่า

เรื่องมันมีอยู่ว่าในชั่วโมงวิทยาศาสตร์ คิดว่าก็คงเรียนเกี่ยวกับพวกวิตะมินอะไรประมาณนี้นี่แหละ ก็เรียนไปถึงวิตะมินเอ ซึ่งครูก็บอกว่ามันมีอยู่ในผักผลไม้ที่มีสีเหลือง
ก็มีเพื่อนคนนึงยกมือถามขึ้นมาว่า “ถ้าผักที่มันเหี่ยวแล้วมันมีสีเหลือง มันจะมีวิตะมินเอหรือเปล่า”
ปรากฎว่าได้ยินคำตอบที่ยินจากครูเป็นคำตอบที่ไม่น่าฟังเลย เพราะแกพูดประมาณว่า ถามคำถามไ้ร้สาระ
เรื่องนี้ผมจำได้แ่ม่น ซึ่งก็คิดว่าไอ้เพื่อนคนที่ถามมันอาจจำไม่ได้แล้วล่ะ

ผมคิดว่าถ้าครูไม่รู้คำตอบก็น่าจะบอกว่าให้นักเรียนลองไปหาคำตอบดู หรือครูไปหาคำตอบมาตอบให้นักเรียน เพราะผมคิดว่ามันเป็นคำถามที่น่าสนใจทีเดียว ใครจะไปรู้ว่าคลอโรฟิลล์ในผักใบเขียว พอมันเหี่ยว (แก่) มันอาจเปลี่ยนไปเป็นเบตาแคโรทีนที่อุดมไปด้วยวิตะมินเอก็ได้

คำถามบางคำถามในใจของเด็กๆ มันเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งต่างๆ ยิ่งใหญ่ที่ทำให้เกิดแนวคิดและสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญของโลก ไม่แน่ถ้าเพื่อนผมมันได้รับคำตอบดีๆ จากคำถามนั้น มันอาจอยากเป็นหมอหรือเป็นนักวิทยาศาสตร์ก็ได้ (นั่นสิมันเลยเรียนวิศวะ)

อย่างเรื่องของริชาร์ด เฟย์แมน นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล พ่อของแกเป็นคนที่สอนให้แกคิดเชิงวิทยาศาสตร์ตั้งแต่เด็ก อย่างเช่นมีเรื่องนึงที่พ่อของแกสอนเกี่ยวกับเรื่องของนกว่า ไม่ต้องไปใส่ใจมากว่านกตัวนี้มันมีชื่อว่าอะไร เพราะว่ามันก็มีชื่อเรียกต่างๆ กันไปตามภาษา แล้วแต่คนจะเรียก แต่ว่าให้สังเกตลักษณะ พฤติกรรม และชีวิตความเป็นอยู่ของมัน นั่นจึงเป็นการเีรียนรู้ที่จริง

ก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะว่าร้ายคุณครู เพราะจะดีจะร้าย ครูก็เป็นผู้มีพระคุณเสมอ แต่บางทีแกอาจไม่ได้นึกถึงว่าหน้าที่ของครูนั้นมันยิ่งใหญ่เพียงใด ในการปลูกความคิดและแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ แต่มันก็ให้บทเรียนสำหรับผมว่าถ้าได้มีโอกาสได้ตอบคำถามของเด็กๆ คงจะต้องตอบอย่างรอบคอบและตอบให้ดีที่สุดเพราะว่ามันอาจเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งที่ต่อเติมความฝันและสร้างจินตนาการให้กับเด็กๆ ก็ได้

(เขียนเมื่อ ๔ มิถุนายน ๒๕๔๙)

ภาษาไทย สำคัญนะ

ตั้งแต่เด็กก็นึกสงสัยมาตลอดว่าทำไมต้องเรียนภาษาไทยด้วย
เรียนกันตั้งแต่อนุบาลจนถึง ม.ปลาย
โดยเฉพาะข้อสอบที่ให้เลือกว่าคำใดสะกดไม่ถูกต้อง ต้องเจอข้อสอบอย่างนี้ตั้งแต่สอบเข้า ม.1 จนสอบเข้ามหาลัย จำได้ว่าต้องท่องคำในสมุดเล่มเล็กๆ ที่ราชบัณฑิตยสถานพิมพ์ ไม่รู้ว่าตอนนี้เลิกพิมพ์ไปหรือยัง ถ้าจำไม่ผิดชื่อหนังสือว่า “อ่านอย่างไร เขียนอย่างไร”

จนเรียนจบปริญญาตรีก็ไม่ได้นึกว่าการใช้ภาษาไทยมันจะสำคัญขนาดไหน แค่เวลาพูดเวลาเขียนก็เอาให้มันสุภาพ ให้มันอ่านและฟังได้รู้เรื่องก็พอแล้ว
แต่หารู้ไม่ว่าการที่เราพูดอ่านเขียนอย่างที่เป็นอยู่ มันเกิดจากการเพาะบ่มมาตั้งแต่เด็กโดยที่เราไม่รู้ตัว แต่ว่าเรื่องลายมือผมก็ไม่รู้ว่าตอนเด็กคุณครูสอนผมยังไง ลายมือมันถึงไม่สวย อ่านไม่ค่อยออก จำได้ว่าตอนอยู่ ม.2 ลายมือแย่มากจนอาจารย์ประจำชั้นซึ่งสอนภาษาไทยด้วย เอาสมุดคัดลายมือ ที่ให้เขียนคำตามเส้นประแบบที่เด็กประถมกับอนุบาลใช้กัน มาให้คัดส่ง รู้สึกว่าทั้งห้องเจอกันอยู่สองคนอายเพื่อนมากๆ
....
จนจวบจนทำงานผมจึงรู้ว่าการใช้ภาษาไทยนี้มันสำคัญมากโดยเฉพาะข้าราชการ
ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมราชการถึงให้ความสำคัญกับการใช้ภาษา การเขียนมากขนาดนั้น ผมคิดว่าก็คงเป็นเพราะการสืบทอดมาแต่สมัยโบราณ
แรกๆ ก็รำคาญเหมือนกันกับระเบียบพวกนั้น แต่พอสัมผัสมันไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกว่ามันมีเสน่ห์ ของมันและมันก็เป็นสิ่งที่คนรุ่นก่อนได้ส่งต่อมาให้ เรียกว่ามันก็เป็นทรัพย์สินทางปัญญาชิ้นหนึ่งของประเทศเราก็ว่าได้ แม้ว่าศัพท์แปลกๆ ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะกับวัยรุ่น หรือหนังสือพิมพ์ มันจะแสดงถึงวิวัฒนาการของภาษาที่บ่งชี้ว่าภาษานั้นยังมีชีวิตอยู่ แต่ว่าเราก็ควรรักษาสิ่งที่เป็นแก่นสำคัญของภาษาของเราเอาไว้

การใช้คำในจดหมายราชการเรียกได้ว่ามีการกำหนดไว้ว่าคำไหนใช้กับกรณีไหน มีเป็นคู่มือเลยที่ กพ. จัดพิมพ์ เรียกว่าข้าราชการทุกคนที่เข้าใหม่ต้องได้รับการอบรมการเขียนหนังสือราชการ ผมก็เรียน แต่จำได้มั่งจำไม่ได้มั่ง ที่เป็นความรู้ใหม่ ก็อย่างเช่นทำหนังสือถึงรัฐมนตรีใช้คำว่า “เรียน ...” ถ้าเป็นนายกรัฐมนตรีต้องใช้คำว่า “กราบเรียน...”
คนที่ไม่ใช่ข้าราชการที่อ่านหนังสือราชการอาจนึกว่าทำไมใช้ภาษาได้ลิเกอย่างนี้

สำหรับผมมีประโยคที่ประทับใจมากที่หัวหน้าชอบเขียนในจดหมาย คือ “จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา หากเห็นชอบด้วยดำริขอได้โปรด....” อ่านแล้วประทับใจมาก อีกประโยคนึงที่ชอบก็คือ “จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา หากได้ผลประการใดขอได้โปรดแจ้งให้ทราบในโอกาสแรกด้วย จักขอบคุณยิ่ง” (อันนี้ ความหมายคือ ช่วยพิจารณาให้เร็วๆหน่อยและแจ้งให้ทราบด้วยแบบสุภาพมากๆ ในกรณีที่ไม่ได้กำหนดวันว่าจะต้องการผลภายในวันไหน)
ตอนแรกที่ทำงานก็คิดว่าเราคงไม่จำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องพวกนี้เท่าไหร่ เพราะว่างานเราคงเป็นงานวิชาการไม่ใช่งานสารบรรณ (สารบรรณ-งานเกี่ยวกับหนังสือหรือจดหมาย เป็นภาษาราชการ เหมือนกัน J )
แต่ว่าพอทำงานไปแล้วมันเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเรียนรู้ เคยมีพี่ที่เคยทำงานด้วยกันเล่าให้ฟังว่า คนที่รับราชการที่ก้าวหน้าได้เร็วประเภทหนึ่งคือ คนที่จับประเด็นได้ดี และร่างหนังสือได้เก่ง
....
การเขียนให้ถูกต้องมีความสำคัญสำหรับหนังสือราชการมาก ทำให้ผมหายสงสัยว่าที่ทำงานที่เคยทำงานทั้งสองที่ต้องมีพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานไว้ในตู้หนังสือทั้งสองที่ และคิดว่าหน่วยราชการทุกแห่งก็คงต้องมีพจนานุกรมติดเอาไว้
ปกติเวลาที่ร่างหนังสือไปจะมีคนดูหลายขั้นตอนมาก เรียกว่าหัวหน้าทุกสายงานต้องดูหมด จะมีการแก้ไขไปตามขั้นตอน เรียกว่าไม่ค่อยมีหลุดเท่าไหร่ และตรงด่านสุดท้ายก่อนที่ผู้บังคับบัญชาจะเซ็น ก็คือ ต้องผ่านหน้าห้อง

คนที่เป็นหน้าห้องจะเป็นคนที่ละเอียดมากๆๆๆ และรู้ระเบียบอย่างละเอียด เคยร่างจดหมายส่งไปให้ผู้ใหญ่ลงนาม เรียกว่าก่อนถึงมือคนลงนาม ผ่านไปแล้วประมาณ สี่ห้าคน แต่ว่าไปจอดตรงหน้าห้องผู้ใหญ่เพราะพิมพ์ไม้เอกตกไปตัวนึง เรียกว่าหน้าห้องนี่จะเป็นคนที่ละเอียดมาก ต้องอ่านทุกคำ ส่วนเราที่เป็นคนทำหนังสือ มักอ่านไม่ละเอียดเท่า เพราะว่าเป็นคนร่างเอง ไม่คิดว่ามันจะผิด เรียกได้ว่าหนังสือกว่าจะผ่านไปถึงผู้ใหญ่ โดยเฉพาะระดับใหญ่มากๆ ผมว่าผ่านไม่ต่ำกว่าห้าหกคน

ฉะนั้นสำหรับคนที่คาดหวังว่าหนังสือราชการจะรวดเร็วก็ต้องเข้าใจนะครับว่ามันมีหลายขั้นตอน
ไม่ใช่ว่าผมจะเห็นด้วยกับการที่ต้องมีหลายขั้นตอน แต่ว่าสำหรับหน่วยราชการแล้ว มันต่างจากบริษัทเอกชนเพราะว่าสำหรับราชการถ้ามีการออกหนังสืออะไรที่ผิดพลาดออกไปแล้วมันจะเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก คงต้องกำหนดให้เหมาะสมระหว่างความคล่องตัวกับคุณภาพและความถูกต้องให้ดี

....
ว่าถึงการสะกดสำคัญมากครับ บางคำผมสะกดมาผิดตลอดทั้งชีวิต มารู้ก็ตอนรับราชการ เช่น คำว่าประสบการณ์ ผมสะกดเป็น ประสพการณ์มาตลอดเลย และที่สำคัญที่สุดที่ต้องสะกดให้ถูกคือ .... ชื่อคน โดยเฉพาะชื่อเจ้านายครับ เคยทำ powerpoint ให้ปลัดกระทรวงไปบรรยาย ปรากฎว่าที่หน้าแรกสะกดนามสกุลท่านผิด พอดีวันนั้นมีน้องที่ทำงานไปจัดการกดสไลด์ให้แทน แล้วน้องกลับมาบอกว่า ท่านปลัดฯฝากบอกว่าสะกดนามสกุลท่านผิด จ๋อยไปเลย คิดว่าแป้กแน่กู สะกดชื่อนายผิด ยังดีที่ท่านใจดีไม่ได้ติดใจเอาความ แต่ก็ต้องระวังเพราะว่าเราคงไม่ได้เจอนายใจดีแบบนี้ตลอด เพราะผู้ใหญ่บางท่านก็ถือกับเรื่องพวกนี้มาก ต้องระวังอย่างแรง ไม่งั้นได้แป้กจริงๆ แน่

อีกเรื่องที่สำคัญก็คือ วัน เวลา ในจดหมายที่นัดหมายหรือเชิญประชุม เคยมีน้องคนนึงที่ทำงาน ทำจดหมายเชิญประชุม แต่ใส่วันที่ผิด ปรากฎว่าวันประชุมมีประธานกับฝ่ายเลขามาประชุม แต่ไม่มีผู้เข้าร่วมประชุมจากหน่วยงานอื่นเลย เรียกว่าเป็นความผิดพลาดที่หนักหนาเอาการ

เคยมีพิมพ์จดหมายผิดเหมือนกันครับ พิมพ์ คำว่า “เปิด” เป็น “ ปิด” ปรากฎว่าความหมายผิดไปเป็นตรงกันข้าม โชคดีที่สังเกตเห็นก่อนที่จะส่งให้ผู้ใหญ่เซ็นต์ ไม่งั้นเป็นเรื่องแน่ๆ

มีเรื่องนึงที่เป็นเรื่องที่จะมีการเล่าให้ฟังตลอดเวลา ไปอบรมเกี่ยวกับการเขียนหนังสือราชการก็ คือ มีจดหมายฉบับนึงที่คนพิมพ์ พิมพ์ผิด แล้วก็มีผู้ใหญ่เซ็นต์ออกไป โดยมีคำที่ผิดเป็นคำที่สะกด ด้วย “ค.ควาย” แต่คนพิมพ์ พิมพ์เป็น “ด.เด็ก” กลายเป็นคำที่สื่อความหมายในทางทะลึ่งโดยปริยาย

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ

ขอแสดงความนับถือ

(เขียนเมื่อ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๔๙)

ทฤษฎี

พอพูดถึงทฤษฎี เราก็มักจะนึกถึงเรื่องที่เป็นเชิงวิชาการอะไรเทือกนั้น
ซึ่งมันก็คงจะจริง แต่สำหรับผม ทฤษฎีมันเป็นคำๆ นึงที่ใช้บ่งบอกถึงความคิดและความเชื่อของแต่ละคนต่อเรื่องราวต่างๆ

ผมว่าคนเราแต่ละคนก็มีทฤษฎีของแต่ละคน และมันได้รับอิทธิพลอย่างสูงจากประสบการณ์และสิ่งที่เราเรียนรู้

ผมก็ลองคิดดูอยู่หลายๆ ครั้งว่าทำไมบางทีคนเราเถียงกันจะเป็นจะตายกับเรื่องๆ นึง หรือมันจะเป็นไปได้่ว่าเรื่องบางเรื่องหรือบางคำถาม มีคำตอบหลายคำตอบที่ถูกเหมือนกัน ซึ่งผมก็ยังหาคำตอบไม่ได้
แต่สิ่งหนึ่งที่บอกได้ก็คือ ทฤษฎี ที่แต่ละคนยึดติดมันเป็นกรอบ หรือกรงที่ขังเราไว้ และชักนำให้เราคิดไปตามแบบแผนของทฤษฎีที่ตั้งเอาไว้

เมื่อหลายสัปดาห์ก่อนได้คุยกับอาจารย์ เรื่อง เกี่ยวกับที่จะทำวิจัย (ต้องส่งงานหนึ่งชิ้นช่วงซัมเมอร์) ผมก็พยายามที่จะเสนอไอเดียเกี่ยวกับงานวิจัย คือ ก็ได้เคยเสนออาจารย์ไปหลายครั้งแล้ว แต่อาจารย์ก็ให้กลับไปคิดมาใหม่โดยดูจากโมเดลที่เป็นพื้นฐานที่สุดก่อน ไอ้เราก็พอได้อ่านงานวิจัยหลายๆชิ้น ก็ไอเดียบรรเจิด พยายามสร้างโมเดลจากทฤษฎีหรือ Tools ที่เรียน ก็เสนอไปสองสามครั้ง แต่ละครั้งใช้เครื่องมือ หรือทฤษฎีต่างกัน จนพอได้คุยกันอีกทีอาจารย์แกก็ยกปัญหาง่ายๆ ขึ้นมา... ผมตอบไม่ได้

ก็กลับบ้านมาคิด คิดไปคิดมา ก็ได้รู้ว่าเรานี่มันอ่อนหัดจริงๆ ยังไม่เข้าใจพื้นฐานของปัญหา ก็พยายามเอาทฤษฎีหรือเครื่องมือ มาจับยัดเข้าไปให้มันอธิบายให้ได้ ก็เลยเมล์ไปบอกอาจารย์ว่าเข้าใจในสิ่งที่แกพยายามจะบอก และก็ขอโทษที่ทำให้เสียเวลาไปหลายๆ ครั้ง แกก็ตอบมาว่า เป็นเรื่องธรรมดา เพราะมีตัวอย่างที่เห็นทั่วไป อาจารย์บางคนก็ยังมีความคิดผิดๆ อย่างนี้ และแำกก็ยกประโยคหนึ่งขึ้นมาว่า “For 5 years old boy with a hammer, the world looks like a nail.”

ผมอ่านแล้วก็เข้าใจทันที มันก็เหมือนคนเรา พอเรายึดติดหรือเชื่อมั่นกับแนวคิดใดแนวคิดหนึ่ง พอมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ก็มักเอาทฤษฎีของตัวเองมาอธิบายและคิดว่านี่แหละคือคำตอบ จำได้ว่าเคยอ่านหนังสือของคุณประภาส ชลศรานนท์ ผมก็จำได้ไม่ชัดเจนเท่าไหร่ เรื่อง มันมีอยู่ว่า มีคนเขียนจดหมายมาถามว่าทำไมหนังสือส่วนใหญ่ ถัดจากหน้าปกต้องเป็นกระดาษเปล่า ผมก็จำเนื้อหาของเรื่องไม่ได้เหมือนกัน

แต่ก็ลองคิดดูเล่นๆ ว่า ถ้าเราเอาคำถามนี้ไปถามหลายๆ คนก็คงไ้ด้คำตอบต่างกัน เช่น ถ้าถามนักเศรษฐศาสตร์ก็อาจบอกว่าเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับหนังสือ แต่ถ้าถามนักเศรษฐศาสตร์อีกคนก็อาจตอบว่าเป็นการเพิ่มต้นทุนโดยใช่เหตุ มีกระดาษเปล่าหรือไม่มีก็ขายราคาเท่าเดิมได้ ถ้าลองไปถามนักการตลาดก็อาจบอกว่า มีการทำวิจัยมาแล้วว่านักอ่านส่วนใหญ่เห็นว่าควรมีหน้าเปล่าเราก็เลยต้องมีเพื่อเอาใจลูกค้า ถ้าถามเด็ก ป.สาม ก็อาจบอกว่าเอาไว้เขียนชื่อ ไม่งั้นเพื่อนขโมย หรือถ้าถามนักสิ่งแวดล้อมก็อาจบอกว่า มันมีแล้วดูดีนะ แต่คุณรู้หรือเปล่าว่าต้นไม้ต้องหมดไปกี่ต้นกับการที่คุณเพิ่มกระดาษเข้าไปอีกแผ่น หรือถ้าถามผมก็อาจตอบแบบเท่ห์ๆ ว่า เอาไว้ทำใจให้ว่างก่อนเปิดหน้าต่อไป เพื่อจะไ้ด้ซึมซับเนื้อหาในหนังสือได้เต็มที่

มันก็นานาจิตตังนะ แต่ว่า คนที่คิดเอากระดาษเปล่าไว้หลังจากปกหนังสือคนแรก ก็คงมีเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่ง หรืออาจไม่มีเหตุผลเลยก็ได้ อาทิเช่นกระดาษมันเหลือก็เลยใส่เข้าไป แต่คนเราเมื่อมองอะไรบางอย่างก็มักจะเข้าข้างตัวเอง เข้าข้างอัตตาของตัวเอง จนบางที่เราอาจไม่สามารถมองปัญหานั้นอย่างทะลุปรุโปร่งได้ และที่สำคัญเวลาเรามองอะไรด้วยทฤษฎีมากเกินไป เราก็ใช้งาน “ใจ” ของเราน้อยลงไปมากเท่านั้น

ก็รู้ึสึกเหมือนกันเวลาพยายามเอาเหตุผลไปจับ เรื่องราวต่างๆ และก็คิดว่าเหตุผลนั้นมันอธิบายเรื่องราวนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ต้องเป็นคำตอบที่ถูกต้องแ่น่ แต่บางทีพอรู้สึกตัวก็รู้สึกว่่ามันขัดกับ “ใจ” เราเหลือเกิน

ว่าแล้วก็ยกประโยคจากหนังที่ซื้อมานานแล้ว แต่พึ่งได้ดูเมื่อกี้ เรื่อง “Infinity” เรื่องของริชาร์ด เฟยน์แมน นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล ที่ภรรยาของเขาเป็นโรคและมีชีวิตอยู่ได้เพียงแค่เจ็ดปีหลังจากแต่งงานกัน อันที่จริงเขารู้มาก่อนแต่งงานแล้วว่าภรรยาจะอยู่ได้อีกไม่นาน แต่เขาก็ตัดสินใจแต่ง หลังจากที่ภรรยาเสียชีวิต น้องสาวก็ถามประมาณว่าไม่เสียใจเหรอที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันไม่นาน เฟยน์แมนก็ตอบอย่างนักฟิสิกส์ว่ามันเป็นแค่เรื่องของปริมาณ (Quantity) ที่ต่างกันเท่านั้น คือแทนที่เขากับภรรยาจะอยู่ด้วยกันห้าสิบปี กลับได้อยู่ด้วยกันแค่เจ็ดปี แต่ว่าเขากับภรรยาก็มีช่วงเวลาที่ดี ที่มีความสุขด้วยกัน ซึ่งนั่นคือสิ่งที่สำคัญมากกว่าปริมาณของเวลาที่ใช้ร่วมกัน

อ่านแล้วงงเนอะเริ่มต้นด้วยทฤษฎี จนมาจบลงท้ายด้วย “หัวใจ”

(เขียนเมื่อ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๙)

ศรัทธา หรือ งมงาย

เมื่อไม่กี่วันมานี้ได้อ่านข่าวหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับกรณีที่มีประชาชนจำนวนมากเีีบียดเสียดเยียดยัดกันเพื่อจับจอง (เช่า) วัตถุมงคลที่ำกำลังได้รับการนับถือในวงกว้างอยู่ในขณะนี้ แต่ว่าก็เป็นที่น่าเสียใจว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย

เหตุการณ์ดังกล่าวก็ทำให้ผมสะท้อนใจถึงอะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับสังคมไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะคำถามที่ว่าอะไรกันแน่ที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจของคนไทย (บางกลุ่มซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นสัดส่วนที่มากขนาดไหน) เรื่องความเชื่อความศรัทธาต่อพลังเหนือธรรมชาิติเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนไทยมานาน และเป็นเหมือนวิถีชีวิตสำหรับคนไทยไปแล้ว

สำหรับเรื่องบางอย่างผมก็ยังคงหาคำอธิบายไม่ได้ และผมก็คิดว่าไม่มีใครถูกหรือผิดที่่จะเชื่อ หรือไม่เชื่อ และก็เช่นกัน ไม่มีใครโง่หรือฉลาดที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อ สำหรับผมเองก็ยอมรับว่ามีความศรัทธากับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบางแง่มุม ซึ่งจะอธิบายต่อไปว่ามีสาเหตุเนื่องจากอะไร และผมก็เป็นคนหนึ่งที่บนบานศาลกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้ได้ผลสำเร็จบางอย่างที่ต้องการ นับตั้งแต่ตอนสอบเข้า ม.1 สอบเข้ามหาลัย หรืออย่างเร็วๆ นี้ก็คือสอบ Qualify

ทำไมผมถึงบนบานเพื่อขอสิ่งที่ต้องการ อย่างแรกที่ผมอยากอธิบาย คือ ผมคิดว่าโลกนี้มีสิ่งสองสิ่งที่เราควรแยกแยะให้ออก คือ สิ่งที่เราควบคุมได้ และสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ สำหรับการสอบสิ่งที่เราควบคุมได้ คือ การอ่านหนังสือ การตั้งสติ มีสมาธิในการสอบ ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการที่จะสอบผ่านหรือไม่ผ่าน ไม่มีคนไหนที่จะสอบผ่านได้หรือเรียนจบได้โดยไม่อ่านหนังสือหรือทำงาน

แล้วทำไมผมถึงบนบานล่ะในเมื่อผมรู้ว่าปัจจัยหลักที่ทำให้สอบผ่านหรือไม่ผ่านอยู่ที่ตัวของเราเอง แต่อย่างไรก็ตามมันก็ยังมีสิ่งที่ผมควบคุมไม่ได้ หรืออยู่ในความควบคุมของคนอื่น หรือธรรมชาิติ หรือกล่าวง่่ายๆ ก็ คือ เหตุการณ์ไม่คาดฝัน ซึ่งเราก็คงเคยได้ยินคำกล่าวประมาณว่าโชคไม่ดี เช่นว่าไปสอบไม่ได้เพราะฝนตกน้ำท่วม ฟ้าผ่า รถติดมหากาฬจากอุบัิติเหตุ

แน่นอนเมื่อสิ่งเหล่านั้นผมควบคุมไม่ได้ ผมซึ่งอาจจิตใจไม่เข้มแข็งพอจึงต้องหาที่พึ่งทางใจจากผลของปัจจัยภายนอกดังกล่าว เพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผมเคารพนับถือช่วยให้สิ่งต่างๆ ผ่านไปได้ด้วยดี แต่อย่างไรก็ตามผมไม่สามารถรู้ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง แต่ว่าหากทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ไม่มีอุปสรรคที่เหนือจากการควบคุมเข้ามา ผมก็รู้สึกสำนึกบุญคุณกับสิ่งที่เกิดขึ้น และทำตามที่บนบานศาลกล่าวไว้ สำหรับผมแล้วเชื่อว่าการบนบานศาลกล่าวไม่ได้มีผลเสียแต่อย่างใด ตราบใดที่เราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด และสามารถตัดความกังวลจากเรื่องที่เราไม่สามารถควบคุมได้เพื่อให้ใจของเราสงบ

ประเด็นที่สำคัญที่สุดก็คือว่า เราจะแยกแยะได้อย่างไรว่าเรื่องไหนอยู่นอกหนือการควบคุมของเรา เท่าที่ำจำได้จากการอ่านหนังสือเรื่อง “วิธีชนะทุกข์และสร้างสุข” ของเดลล์ คาร์เนกี มีบทหนึ่งซึ่งกล่าวถึงบุคคลท่านหนึ่งที่มีหลักในการใช้ชีวิตอย่างไร้ความกังวลอยู่สามข้อ คือ หนึ่ง ให้ข้าพเจ้าทำสิ่งที่สามารถทำไ้ด้ให้ดีทีุ่สุด สอง ขอให้ข้าพเจ้าไม่กังวลต่อสิ่งที่อยู่เหนือความควบคุมของข้าพเจ้า และข้อสาม คือ ขอให้ข้าพเจ้ามีความฉลาดเพียงพอที่จะแยกแยะทั้งสองสิ่งนี้ออกจากกัน ถ้าบนบานแล้วให้ผลทางด้านจิตวิทยาที่ดีแล้วก็ทำไปเถอะ แต่อย่าลืมทำหน้าที่ที่ต้องทำให้ดีที่สุดก็แล้วกัน

สำหรับปัญหาที่ผมสังเกตเห็นได้จากคนไทยบางกลุ่มก็ คือ การไม่แยกแยะและไม่พยายามทำหน้าที่ของตนเองในสิ่งที่ควบคุมได้ให้ดีที่สุด เช่น การบ้าหวย งมงายไม่ตั้งใจทำงาน ทำเสน่ห์ (ซึ่งหลายรายก็เสร็จหมอทำเสน่ห์ ซึ่งพิสูจนได้ว่าได้ผลจริงๆ เพราะหมอทำเสน่ห์ยังห้ามใจไม่อยู่) เห็นได้จากหน้าหนังสือพิมพ์ โดยเฉพาะไทยรัฐ นอกจากนั้นก็ยังมีเรื่องเกี่ยวกับการบูชาสิ่งประหลาดต่างๆ

สำหรับผมแล้วการที่มีบางคนกล่าวว่าชาวบ้านพวกนี้โง่ ไร้การศึกษานั้น เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง มันอยู่ที่ลักษณะสังคมที่เราอยู่ ชาวบ้านที่อยู่ในสังคมชนบทมักมีความเชื่อเรื่องสิ่งเหนือธรรมชาติ ซึ่งอาจโดนคนที่อยู่ในสังคมเมืองดูถูก แต่ถ้าผมจะยกตัวอย่างนักวิทยาศาสตร์ที่เชื่อเรื่องยูเอฟโอ เนสซี หรือบิกฟุิต จะเรียกว่างมงายหรือเปล่า การเสพย์ติดหรือความเชื่อของคนต่างระดับสังคมนั้นมันก็ต่างกันไป ต่างคนก็เสพย์ติดกันไปคนละสิ่ง คนละรูปแบบ

แล้วจะโทษใครดี สำหรับผมคิดว่ากลุ่มคนที่น่าจะรับผิดชอบก็คือ กระทรวงศึกษา รวมถึงวัดและโรงเรียน กระทรวงวิทยาศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข ถ้ากลุ่มผู้รับผิดชอบต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้ให้ข้อมูลที่เพียงพอต่อประชาชนในชุมชน แล้วเขาจะเอาอะไรมาเป็นข้อมูลในการตัดสินใจที่จะเชื่อหรือไม่่เชื่อในสิ่งต่างๆ ผมคิดว่าคนเราถ้าได้รับข้อมูลเพียงพอก็น่าจะตัดสินใจอะไรได้สมเหตุผลขึ้น

สำหรับผมแล้วการนับถือหรือศรัทธาต่อสิ่งเหนือธรรมชาติของคนไทย ก็มีแง่บวกหลายประการ แต่ต้องมีเงื่อนไขว่า ทุกคนทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด ศึกษาและทำตามหลักธรรมคำสอนของศาสนา (ที่แท้จริง) ซึ่งถ้าทั้งสองข้อเป็นจริง (โดยเฉพาะข้อสองเพราะว่าถ้ารู้ชัดว่าศาสนาพุทธสอนอะไรปัญหาพวกนี้คงไม่เกิด) ก็ไม่มีอะไรที่ต้องเป็นห่วง และแม้จะไม่เข้าใจศาสนาพุทธอย่างแท้จริง โดยเฉพาะคนที่แขวนพระแต่ไม่สนใจพระธรรม ถ้าการแขวนพระทำเพื่อเตือนใจไม่ให้ทำความชั่ว ไม่ประมาท ผมว่าทุกคนก็คงได้รับแต่สิ่งดีๆ แน่นอน หรือแม้ไม่แขวนแต่มีพระมีธรรมะอยู่ในใจ ไปที่ไหนก็คงแคล้วคลาด บางทีกุศโลบายเรื่องความเชื่อนี้อาจทำเพื่อให้ทุกคนเกรงกลัวต่อการทำชั่ว มีสติ เมื่อคิดดีก็ย่อมมีกำลังใจที่ดี แต่ว่าบางคนก็ไปยึดติดกับกุศโลบายทั้งที่มันเป็นเปลือก ไ่ม่ใช่แก่น

บางคนก็อาจถามว่าเราสวดมนต์ไปเพื่ออะไร สวดไปใครจะได้ยิน ผมก็ไม่อาจทราบได้ แต่จากประสบการณ์ก็คือ การสวดมนต์ทำให้ใจสงบ เมื่อใจสงบก็ย่อมจะแก้ัปัญหาหรือคิดอะไรได้กระจ่างขึ้น และก็เคยอ่านเจอในพันทิปซึ่งมีคนเขียนตอบกระทู้ในเชิงประชดประชันว่าหน้ากระทรวงวิทย์ฯ ยังมีศาลพระภูมิ ผมก็ไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องเสียหาย โดยเฉพาะถ้าการมีอยู่ของศาลพระภูมิอาจทำให้คนที่นั่นที่คิดจะทำไม่ดีมีความยับยั้งชั่งใจที่ไม่ทำสิ่งชั่วหรือตั้งใจทำงาน ผมก็คิดว่ามันเพียงพอที่จะทำให้ผมยกมือไหว้ท่่านอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจแล้ว

ผมคิดว่าจะเชื่ออะไรก็เชื่อไปเถอะถ้าไม่ทำให้ตัวเอง ครอบครัว และคนอื่นเดือดร้อน ศรัทธาแต่อย่างมงาย ศึกษาธรรมะให้ดีว่าสอนอะไรบ้าง และที่สำคัญถ้าเชื่อในเครื่องรางของขลังก็ควรจะเป็นคนดีด้วย เพราะสำหรับผมไม่น่าจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนที่คุ้มครองคนชั่ว ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ศาสนาพุทธสอนไว้อย่างชัดเจน

(เขียนเมื่อ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๐)

ความเจริญ

เวลาอายุมากขึ้น คนเราก็มักจะสังเกตเห็นอะไรที่มันเปลี่ยนแปลงไปในช่วงชีวิตเราได้อย่างชัดเจนขึ้น ทั้งที่เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป และที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ อย่างเช่น หลานที่เราเคยเห็นตั้งแต่มันยังอายุไม่กีเดือน ตอนนี้มันก็โตจนเลียตูดหมาไม่ถึง เอ้ยไม่ใช่ หมาเลียตูดไม่ถึง

หลายคนคงจะเคยได้ยินเกี่ยวกับตลาดดอนหวาย แต่คิดว่าส่วนใหญ่ก็อาจจะได้ยินมาไม่นานนี้ ไม่เกินสี่ห้าปี
สำหรับผม ผมรู้จักตลาดดอนหวาย ตั้งแต่ที่จำความได้ ก็ประมาณยี่สิบกว่าปีได้แล้วมั้ง (แก่แล้วอ่ะ) เพราะว่าอี๊ (พี่สาวของแม่) เปิดร้านโชวห่วยอยู่ที่นั่น) ปีนึงก็ไปเยี่ยมประมาณสี่ห้าครั้ง แต่พอโตขึ้นก็เหลือปีละสองสามครั้ง ไม่ค่อยได้ว่างไปเท่าไหร่

ตลาดดอนหวายก็เหมือนกับตลาดสมัยก่อนทั่วๆ ไป ก็คือมันก็ไม่ถือว่าคึกคัก แต่ก็มีร้านค้าเปิดอยู่หลายร้านพอสมควร ร้านขายของกินก็มีบ้าง เช่น ร้านขายขนมไทย ร้านกาแฟ (ซึ่งเวลาไปเยี่ยมป้าก็จะสั่งโอเลี้ยงกินประจำ เรียกได้ว่าเป็นกาแฟโบราณจริงๆ) ร้านขายเป็ดพะโล้ ร้านขายพวกขนมหวานของจีน พวกขนมเปี๊ยะ เปลือกส้มโอหวาน ร้านขายผัก นอกนั้นก็เป็นพวกร้านโชวห่วย และก็มีบางบ้านที่ไม่ได้ขายของก็เป็นบ้านอยู่อาศัยปกติ

ระหว่างทางไปตลาดดอนหวายก็เป็นถนนเล็กๆ (ปัจจุบันก็ยังเล็กอยู่แต่ปริมาณรถเยอะขึ้น) ตามทางก็จะเป็นสวนส้มโอ ถ้าขับลึกเข้าไปอีกหน่อยก็จะไปถึงวัดไร่ขิงได้

แต่ก่อนตลาดดอนหวายเงียบมากๆ คนก็ไม่ค่อยมีเยอะ การค้าการขายก็จะมีเฉพาะของคนในละแวกเดียวกัน ถ้าจะมีขาจรมาบ้างก็มาซื้อเป็ดพะโล้เพราะก็มีชื่อมานานแล้ว ที่สำคัญเวลาไปเยี่ยมอี๊ก็จะชอบไปเกาะหน้าต่างและก็ดูแม่น้ำท่าจีน เพราะบ้านอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน เวลาเอาข้าวสวยไปโยนลงน้ำก็จะมีปลาขึ้นมากินเต็มไปหมด โดยเฉพาะปลาแขยง ซึ่งหน้าตาเหมือนปลาดุก อากาศดี น้ำก็ใส และก็เย็นตลอดทั้งปี แต่บางปีก็มีน้ำท่วมบ้าง

แต่พอมาสี่ห้าปีให้หลังตลาดดอนหวายก็เปลี่ยนไปมาก คาดว่าตั้งแต่มีรายการทีวีนำไปออก มีละครมาถ่าย ทำให้คนรู้จักมากขึ้น และที่สำคัญมันอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพ ทำให้คนในกรุงเทพมาเที่ยวมากขึ้น พอคนเริ่มมาเที่ยวมากขึ้้น ก็เริ่มมีของต่างๆ มาขายมากขึ้น ทั้งจากของคนในละแวกนั้นเอง และคนจากที่อื่น

ตอนแรกที่เห็นความเปลี่ยนแปลง ก็ตกใจมาก เพราะไปตอนเสาร์อาทิตย์ รถติดยาวเป็นแพ ที่จอดรถก็รถเต็มแน่นไปหมด ทางที่จะเดินเข้าไปบ้านอี๊ก็เต็มไปด้วยร้านค้า และคนเบียดเสียดกันเต็มไปหมด

ตอนนี้ทุกพื้นที่ว่างเป็นเงินเป็นทองไปหมด เรียกว่ามีที่่ว่างตรงไหนก็ตั้งร้านขายของกันไปหมด มีของขายสารพัด โดยเฉพาะของกิน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นของกินจากที่อื่นไม่ค่่อยมีที่เป็นของในละแวกนั้นเท่าไหร่ มีของที่่ดังอยู่แล้วก็คือเป็ดพะโล้ ซึ่งตอนนี้ก็มีหลายเจ้า เรียกว่าอยากกินอะไรก็มีหมด

ตอนนี้ถ้าจะเรียกว่าตลาดโบราณมันก็คงจะไม่ได้แล้วเพราะมีของขายสารพัด แผ่น mp3 VCD DVD ก็มีขายเต็มไปหมด มีบริการล่องเรือชมแม่น้ำำท่าจีน มีร้านอาหารเต็มไปหมด เรียกว่าเหมือนเป็นตลาดนัดที่มาตั้งอยู่ในตลาดโบราณมากกว่า

ถ้าให้ถามว่าชอบไหม มันก็ดี ของกินเยอะดี และอย่างน้อยก็เป็นการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับทั้งคนในละแวกนั้น และคนอื่นที่มาเปิดร้าน แต่เสน่ห์ของความเป็นตลาดเก่า ความงามอย่างเย็นๆ สงบๆ ก็หมดไปด้วย ถ้าจะให้ดีควรไปวันธรรมดา จะดูสบายๆ มากกว่า ของขายไม่เยอะ คนไม่เยอะเท่าไหร่ ถ้าไปวันเสาร์อาทิตย์ ก็เหมือนไปแย่งกันกินแย่งกันขายยังไงไม่รู้

มันก็เป็นเรื่องปกติของการพัฒนา ที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง ไ้ด้อย่างหนึ่งก็เสียอย่างหนึ่ง แต่ผมไม่่รู้ว่าการพัฒนาแบบที่เห็นๆ มันจะยั่งยืนหรือไม่ เหมือนที่เราเห็นจากสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งในเมืองไทย ทั้งที่ตอนแรกเสนห์ที่ดึงดูดให้คนไปเที่ยว มันคือความเงียบสงบ ความสวยงามของธรรมชาติ ความแปลกตาของวิถีชีวิต แบบโบราณที่เราไม่ได้ให้ในชีวิตประจำวัน แต่ว่าพอความเจริญเข้าไปเยอะ ความสงบก็หาย ความสวยงามก็แปรเปลี่ยนไป วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมก็ถูกเปลี่ยนโดยไม่รู้ตัว

อันที่จริงควรจะมีการช่วยกันกำหนดทิศทางในการพัฒนา ทั้งจากส่วนกลางและชุมชนช่วยกันพัฒนาให้มีความยั่งยืน ไม่ใช่ว่าเมื่อมีโอกาสในการสร้างกำไรก็ต่างพากันใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่อย่างไม่คำนึงถึงผลระยะยาว

ถ้าจะให้เปรียบตลาดดอนหวายกับผู้หญิง ผมว่าแต่ก่อนเธอก็เป็นผู้หญิงที่มีเสนห์ เงียบๆ เย็นๆ แต่สามารถเข้าใจ และเข้าถึงได้อย่างไม่ยากเย็น แม้จะไม่มีคนมาสนใจแต่ก็มีคุณค่าในตัวเอง แต่ว่าปัจจุบันนี้ผมว่าเธอแต่งหน้าหนาขึ้นจนไม่รู้ว่าหน้าตาที่แท้จริงเป็นยังไง หน้าตาอาจสวยเด่นขึ้น มีคนมาสนใจมากขึ้น แต่ก็ใจร้อนขึ้น และเสแสร้งมากขึ้น จนคนอื่นไม่รู้ว่านิสัยที่แท้จริงของเธอเป็นอย่างไร และที่สำคัญเธออาจลืมไปว่าเสน่ห์ของเธอแบบที่เธอเป็นคืออะไร

ถ้าถามผมว่าชอบเธอในแบบไหนมากกว่ากัน คงตอบได้อย่างไม่ต้องคิดว่า ชอบเธอที่เป็นเธอ แบบไม่ต้องแต่งแต้มอะไรมากกว่า

(เขียนเมื่อ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๔๙)

พลังงาน...พอเพียง

หลังจากที่ลางานมาเรียนได้พักใหญ่ ชีวิตของผมก็ได้พักจากเรื่องพลังงานไปพอสมควร แต่ก็ได้ติดตามบ้างอยู่ห่างๆ ไม่ได้ติดตามอย่างใกล้ชิดเหมือนตอนทำงาน แต่แม้จะดูอยู่ห่างๆ แต่ผมก็รู้สึกได้ว่าโลกเราคงจะลำบากในเรื่องพลังงานไปอีกพักใหญ่

น้ำมันที่แพงขึ้นไปเกือบสองหรือสามเท่าก็ทำให้ผู้ใช้ทั้งหลายตกใจไม่น้อยในตอนแรกๆ แต่ตอนนี้ก็คิดว่าคงจะชินไปพอสมควร ถ้าเป็นประเทศที่เก็บภาษีน้ำมันสูงๆ เช่น ประเทศในยุโรปก็คงจะไม่รู้สึกเ่ท่าไหร่ แต่สำหรับคนไทยที่อัตราภาษีไม่สูงเท่านั้น ก็ดูเหมือนราคาจะเพิ่มไปหลายเท่า และเราก็คงต้องทำใจเพราะทางเลือกที่เราจะใช้นอกเหนือจากการใช้รถยนต์ส่วนตัวก็มีน้อยเหลือเกิน โดยเฉพาะในเมือง ถึงราคาจะเพิ่มไปยังไงก็คงต้องใช้ต่อไป (สังเกตได้ว่าน้ำมันแพงแต่รถก็ยังติด) หรือที่เรียกทางภาษาเศรษฐศาสตร์ว่า ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาต่ำ (Low Price Elasticity of Demand) แต่ความยืดหยุ่นที่ต่ำก็เป็นเฉพาะบางช่วงของราคาเท่านั้น สมมุติว่าราคาเพิ่มไปถึงลิตรละห้าหกสิบบาทการใช้ก็คงจะลดลงไปมากกว่านี้

มีผู้รู้หลายท่านกล่าวว่าราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นเพราะว่าการผลิตน้ำมันจากทรัพยากรน้ำมันดิบของโลกมันได้ผ่านจากจุดสูงสุดมาแล้วที่เรียกว่า Hubbert Peak การผลิตน้ำมันก็จะลดลงเรื่อยๆ เพราะทรัพยากรน้ำมันที่มีอยู่มันลดลง แม้ว่าตัวเลขของปริมาณสำรองน้ำมันของโลกที่พิสูจน์แล้ว (Proved Reserve) ของโลกมันจะเพิ่มขึ้นจากอดีตด้วยเทคโนโลยีการขุดเจาะที่ทันสมัย แต่ว่าความต้องการน้ำมันมันก็เพิ่มขึ้นเร็วจนการผลิตมันตามไม่ทัน

ความต้องการใช้น้ำมันจากจีนและอินเดียที่เพิ่มขึ้นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราคาน้ำมันของโลกเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากความหวาดกลัวการก่อการร้าย และความไม่สงบในตะวันออกกลาง มันก็เป็นเหมือนสูตรสำเร็จของการพัฒนาเมื่อพัฒนามากขึ้น มีเงินมากขึ้น ต้องซื้อรถมาใช้ มีอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้ามากขึ้น นอกเหนือจากการใช้น้ำมันของจีนจะทำใ้ห้ราคาน้ำมันแพงขึ้นแล้ว ความต้องการใช้ไฟฟ้าของจีนก็ทำให้ราคาถ่านหินเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์เช่นกัน ซึ่งค่อนข้างผิดปกติเพราะราคาถ่านหินค่อนข้องจะคงที่มาตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

เคยได้อ่านหนังสือเรื่อง The Prize ของ Daniel Yergin ที่เล่าถึงประวัติศาสตร์การใช้น้ำมันของโลกตั้งแต่สมัยที่ขุดพบน้ำมันครั้งแรกที่เพนซิลวาเนีย (ที่ผมนั่งพิมพ์อยู่เนี่ย) จาำกน้ำมันที่ใช้จุดโคมตามถนน จนมีการประดิษฐ์รถยนต์ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้น้ำมันเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับคนทั้งโลก จนถึงการค้นพบน้ำมันในตะวันออกกลางที่ทำให้ชนเผ่าเร่ร่อน (เบดูอิน) กลายเป็นเศรษฐีน้ำมัน และรวมไปถึงความเป็นมาของบริษัทน้ำมันใหญ่ๆ แต่ดูเหมือนว่ามันจะเหมือนเป็นคำสาปที่ความต้องการที่จะครอบครองน้ำมัน การค้าน้ำมัน การใช้น้ำมันเป็นยุทธปัจจัย มักจะห้อมล้อมไปด้วยเรื่องของอำนาจ เงินตรา และความโลภความต้องการของมนุษย์ เรียกได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โลกวุ่นวายมาจนถึงปัจจุบัน

แล้วเราล่ะจะมีทางเลือกอะไรบ้าง จะเลิกใช้พลังงานไปเลยก็คงไม่ได้ หรือจะให้ใช้น้อยลง ก็อาจพูดได้ว่านี่ก็ใช้เท่าที่จำเป็นแล้ว (เพราะมันแพง) นอกเหนือจากทางเลือกเหล่านี้เราก็อาจมีพลังงานหมุนเวียน เช่น แก๊สโซฮอล์ และไบโอดีเซล รวมถึงทางเลือกอื่นเช่น CNG (Compressed Natural Gas) ที่ใช้กับ รถ NGV (Natural Gas Vehicle)

แต่สิ่งสำคัญที่สุดคืออยู่ที่ตัวเราเองนี่แหละ แม้ว่าเราอาจบอกว่าพลังงานหมุนเวียนพวกนี้ได้มาจากพืช ไม่มีวันหมด ปลูกขึ้นได้ใหม่ แต่ก็ไม่ใช่ว่ามันจะไม่มีต้นทุนของมัน การเพาะปลูกพืชที่นำมาผลิตพลังงาน เช่น อ้อย ปาล์ม มันสำปะหลัง มันก็ทำให้เกิดการเสื่อมโทรมของผืนดินจากปุ๋ยเคมี การทำลายป่า และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากยาฆ่าแมลง และที่สำคัญคือเราไม่สามารถผลิตพลังงานจาำกพืชเหล่านี้ให้เพียงพอกับความต้องการน้ำมันในปัจจุบัน เคยได้ฟัง presentation จากวิทยากรจากบริษัทน้ำมันต่างประเทศท่านหนึ่ง ได้กล่าวว่าแม้จะใช้พื้นที่ทั้งยุโรปเพื่อปลูกพืชพลังงานสำหรับเติมรถยนต์ ก็ยังไม่เพียงพอก็ความต้องการใช้น้ำมันอยูดี ซึ่งหมายความว่าเรายังคงต้องพึ่งน้ำมันดิบไปอีกนาน

รวมไปถึง CNG ที่แม้ว่าเราสามารถผลิตได้เองในประเทศ แต่ก็ต้องยอมรับว่าวันนึง (ไม่เกินชั่วอายุเราหรอก ลองคิดแบบง่ายๆ ลองเอาปริมาณสำรองหารด้วยความต้องการใช้ดูก็จะรู้ว่าใช้ได้ประมาณกี่ปี) มันก็จะหมดไป และเราก็ต้องนำเข้าจากต่างประเทศในที่สุด

แม้ว่าจะเป็นพลังงานหมุนเวียน แต่มันก็มีต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมของมัน ทุกอย่างในโลกมีราคาของมัน เคยได้ฟังเรื่องเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าแกลบ ซึ่งจุดเริ่มต้นมันมีอยู่ว่าเิดิมประเทศไทยเรามีแกลบอยู่มากมายถูกทิ้งไม่ได้ใช้ประโยชน์เท่าที่ควร ก็เลยมีการส่งเสริมให้สร้างโรงไฟฟ้าแกลบ ปรากฎว่าส่งเสริมไปได้ซักระยะหนึ่ง ราคาของแกลบก็เพิ่มขึ้นจากตันละร้อยกว่าบาทไปเป็นหลายเท่าตัว (คาดว่าตอนนี้คงตันละเกือบพันแล้วมั้ง) กลายเป็นว่าโรงสีขายแกลบได้กำไรพอๆ กับขายข้าวเลย เพราะโรงไฟฟ้าต้องใช้แกลบทุกวัน วันละหลายๆ ตัน และก็กลายเป็นว่าต้องเสียน้ำมันจากการขนแกลบมาจากจังหวัดอื่นเพื่อนำมาเผา (-_-“)

อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือโซลาร์เซล มีคนมักจะพูดว่าทำไมประเทศไทยไม่ติดโซลาร์เซลให้หมดทั้งประเทศล่ะ เมืองไทยมีแดดตลอดปี ได้มาฟรีๆ ไม่ต้องจ่ายเงินซื้อเหมือนก๊าซเหมือนน้ำมัน แต่ผู้พูดก็คงลืมไปว่าต้นทุนของการผลิตแผ่นโซล่าร์เซลด้วยเทคโนโลยี ณ ปัจจุบัน ก็ยังคงสูงอยู่และทำให้ต้นทุนการผลิตพลังงานไฟฟ้าต่อหน่วยมากกว่าโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซหรือถ่านหินหลายเท่านัก ค่าไฟฟ้าคงหน่วยละสิบกว่าบาทถ้าใช้โซลาร์เซลผลิต แต่การส่งเสริมให้ใช้โซลาร์เซลให้กว้างขวางขึ้นก็เป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะก็จะทำให้เกิดการผลิตเป็นจำนวนมากซึ่งทำให้ต้นทุนลดลง และกระตุ้นให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีมากขึ้น แต่สิ่งที่ไม่ควรลืมก็คือว่าการผลิตโซลาร์เซลมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (ของเสีย) มากพอควรทีเีดียว

ทุกอย่างเริ่มต้นที่ตัวเราครับ ถ้าไม่มีอุปสงค์ก็ไม่มีอุปทาน เคยมีคนฉลาดๆ พูดว่า “ทรัพยากรในโลกมีเพียงพอสำหรับคนทุกคน แต่ไม่เพียงพอสำหรับความต้องการของคนๆ เดียว” เหมือนว่าทุกคนทุกประเทศพยายามที่จะแสวงหาทรัพยากรให้มากๆ เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะมีพอใช้ โดยไม่ได้คิดที่จะลดการใช้ลง ใช้เท่าที่จำเป็น ตัวอย่างมีให้เห็นครับ ทั้งพวกลัทธิล่าอาณานิคมในอดีต และบางประเทศที่แสวงหาทรัพยากรจากประเทศอื่นทั้งในรูปแบบของการใช้ความรุนแรงทางทหารและความรุนแรงของเศรษฐกิจ

ทุกอย่างในโลกมีต้นทุนของมันครับ พลังงานที่เราใช้ๆ ก็อยู่ก็เ่ช่นกัน เมื่อหลีกเลี่ยงการใช้มันไม่ได้ ก็ต้องใช้ให้คุ้มค่าที่สุด ไม่มีใครหรอกครับที่อยากจมป่าทั้งป่าจมภูเขาทั้งภูเขาเพื่อมาทำเขื่อน หรือขุดก้อนสีดำๆ จาำกใต้ดินมาเผาให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หากว่าไม่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าจากพวกเรา เรื่องการจัดการการผลิตพลังงานไม่ให้มีผลกระทบ (รุนแรง) ต่อสิ่งแวดล้อมก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องทำ แต่ว่าเรื่องที่เราต้องทำก็คือต้องใช้ให้น้อยลง ใช้ให้คุ้มค่า หลอดไฟทุำกๆ หลอด ทีวีทุำกๆ เครื่อง ที่เราเปิดเพิ่มขึ้น มันเป็นสาเหตุที่ำทำให้ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ผมก็พยายามทำตัวให้มีคุณค่า (แต่มันก็ยากเหลือเกิน) อย่างน้อยก็เพื่อ เป็ด ไก่ หมู วัว กุ้ง หอย ปู ปลา ที่ผมกินเข้าไปมันได้รู้สึกดีบ้างที่อย่างน้อยว่าผมเอาพลังงานและกล้ามเนื้อที่ได้จากการกินพวกมันไปทำประโยชน์ให้กับโลกนี้ได้บ้าง

(เขียนเมื่อ ๑๗ กันยายน ๒๕๔๙)